แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

การจัดการสารสนเทศและห้องสมุดในฐานะทรัพยากรส่วนรวม

Information commons เป็นคำฮิต (buzzword) แห่งยุคอีกคำหนึ่ง ไม่แพ้เว็บ 2.0 เลย เมื่อเอ่ยถึงคำว่า information commons เราสามารถนึกถึงอะไรได้หลายอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญหา (เช่น ลิขสิทธิ์ ครีเอทีฟคอมมอนส์ เทคโนโลยี DRM เป็นต้น) เรื่องสังคมเปิด (open society ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง open source หรือ open access) เรื่องเสรีภาพในข้อมูลข่าวสาร (ซึ่งรวมไปถึงเรื่อง net neutrality ด้วย) เรื่องสิทธิส่วนบุคคล หรือแม้แต่กระทั่งเรื่องวัฒนธรรมเสรี (free culture) เป็นต้น 
 
 
ในขณะที่บริบทของห้องสมุดและศูนย์สารสนเทศ เมื่อพูดถึง information commons หลายคนก็จะนึกถึงไปเชิงการให้บริการ การจัดการพื้นที่ของห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาทันสมัย ถ้ามองโดยผิวเผินนั้นดูเหมือนว่าจะเน้นไปที่ความสวยงาม ความล้ำหน้าและประสานกลมกลืนทางเทคโนโลยี บางคนนึกไปแค่ห้องปฏิบัติการหรือมุมคอมพิวเตอร์ในห้องสมุด บนวิกีภาษาไทย แนวคิด information commons ถูกแปลว่าเป็น ศูนย์เรียนรู้ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าคำว่า ศูนย์เรียนรู้ ไม่ได้บ่งบอกถึงจุดมุ่งหมายของการจัดตั้ง Information Commons อย่างแท้จริง 
 
ถึงแม้ว่าแนวคิด information commons ในหลายแห่งนั้นใช้คำว่า learning commons หรือ knowledge commons  เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า คำหลักที่สำคัญนั้นอยู่ที่คำว่า commons ต่างหาก (ผู้เขียนเข้าใจว่าในภาษาไทยนั้นใช้คำว่า "ทรัพยากรส่วนรวม" บางแห่งว่า "ทรัพยากรร่วม") บทความชิ้นนี้จึงเน้นไปที่การประยุกต์ใช้แนวคิดการจัดการทรัพยากรส่วนรวม เบื้องต้น (commons 101) เข้ามาทำความเข้าใจกับการจัดการสารสนเทศและห้องสมุด ซึ่งอาจจะทำให้เห็นพื้นฐานของงานห้องสมุดที่ชัดเจนมากขึ้น ตลอดจนชี้ให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของแนวคิดในปัจจุบัน และผลกระทบที่อาจมีต่อห้องสมุดและศูนย์บริการสารสนเทศทั้งในปัจจุบันและ อนาคต (อันใกล้)
 
ทรัพยากรส่วนรวม
แนวคิดเกี่ยวกับทรัพยากรส่วนรวมเป็นแนวคิดในเชิงสหสาขาวิชาที่เป็นที่รู้จักกันดีทั้งทาง นโยบายสาธารณะ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์การเมืองและสิ่งแวดล้อม โดยเนื้อหาและโครงสร้างของแนวคิดเป็นเรื่องของการจัดการทรัพยากรกลางที่มีมา ตั้งแต่ยุคสมัยเกษตรกรรม ในยุคแรก ๆ เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ในการใช้พื้นที่ทางการเกษตรได้อย่างเสรี (ถ้าเป็นในบริบทของไทย ก็อาจจะต้องอ้างหลักฐานในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงที่ว่า "ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าวัวค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า") นอกเหนือจากพื้นที่ทางการเกษตรแล้ว ยังรวมถึงทรัพยากรที่เป็นรูปธรรมอื่น ๆ ด้วย เช่น พื้นที่การทำประมง และทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ เป็นต้น ภายหลังก็เริ่มมีความขัดแย้ง และเริ่มมีการพยายามจับจองเป็นเจ้าของ
 
การกำหนดขอบเขต (หรือการจับจอง) ทรัพยากรส่วนรวมนั้นหลัก ๆ เป็นการเปลี่ยนมุมมองของทรัพยากรส่วนรวมให้กลายเป็นทรัพย์สิน จุดศูนย์กลางของการโต้เถียงกัน คือ ใครควรจะเป็นเจ้าของ (หรือผู้ดูแล) โดยนำความรู้ทางด้านตลาดมาสร้างกลไกในการจัดสรร และมีกฏหมายเป็นตัวควบคุม
 
จุดเปลี่ยนที่สำคัญของแนวคิด เริ่มต้นเมื่อ Garrett Hardin (1968) นักนิเวศวิทยาชาวอเมริกันตีพิมพ์บทความเรื่อง The Tragedy of the Commons ตีพิมพ์ในวารสาร Science โดยชี้ให้เห็นสภาพของการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดอุปทานที่มากเกินไป กอปรกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการส่วนตัว (self-interest) เป็นสำคัญ จนในที่สุดก็ก่อผลเสียต่อทรัพยากรส่วนรวมตามมาอีกหลายอย่าง เช่น มลภาวะ และการขาดแคลนทรัพยากรในที่สุด
 
การชี้ให้เห็นถึงความไม่สมดุลย์ของ Hardin ทำให้นักวิชาการอีกหลายสาขาวิชา ได้เริ่มพิจารณาหาทางที่จะพิสูจน์ว่าแนวคิดของ Hardins นั้นไม่สมบูรณ์เสียทีเดียว และนำเสนอวิธีการจัดการที่ก่อให้เกิดความสมดุลย์ของผลได้และผลเสีย ในขณะเดียวกันก็ไม่ก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่เกินควร (overuse) หนึ่งในนักวิชาการเหล่านั้นคือ Carol Rose (1986) นักนิติศาสตร์จาก Yale Law School ที่นำเสนอสภาพที่ตรงกันข้ามกับ The Tragedy of the Commons โดยใช้งานรื่นเริงหรือเวทีเต้นรำเป็นตัวแทนของทรัพยากรส่วนรวม และกล่าวว่าการที่มีคนจำนวนมากขึ้นเข้าร่วมงานรื่นเริงหรือเข้าไปเต้นรำ ก็ยิ่งจะทำให้มีความสนุกสนานมากขึ้น เข้าทางที่ว่า "the more, the merrier" การเข้าไปมีส่วนร่วมมีผลกระทบในทางที่ดี แนวคิดของ Rose เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ The Comedy of the Commons ทำให้มุมมองของการจัดการทรัพยากรส่วนรวมเปิดกว้างมากขึ้น
 
การคิดค้นดังกล่าวนำมาสู่แนวทางการจัดการทรัพยากรส่วนรวมในปัจจุบัน ที่อยู่ในรูปของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ระบบ ได้แก่ ระบบกรรมสิทธิ์ที่รัฐเป็นเจ้าของ (state-property regimes) ระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล (private property regimes) ระบบกรรมสิทธิ์ร่วม (common-property regimes) ระบบกรรมสิทธิ์แบบเปิดกว้าง (open access หรือ res nullius regimes) (อ่านเพิ่มเติม ปัทมาวดี โพชนุกูล ซูซูกิ, ม.ป. หน้า 3) หรือในอีกมุมหนึ่งเราสามารถพิจารณาระบบกรรมสิทธิ์ในรูปของเส้น continuum จากระบบผูกขาด (monopoly) มาสู่ระบบเสรี กล่าวคือ "รัฐเป็นเจ้าจอง > คนมีทรัพย์เป็นเจ้าของ > ชุมชนเป็นเจ้าของ > ทุกคนเป็นเจ้าของ" จะเห็นได้ว่าเส้น continuum ดังกล่าวก็สอดคล้องกับระบอบการเมืองการปกครองด้วยเช่นกัน
 
ซึ่งโดยภาพรวมของสังคมที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นการจัดการทรัพยากรส่วนรวมประเภทไหน ไม่เว้นสารสนเทศ ห้องสมุด หรือแม้แต่อินเตอร์เน็ต ก็เริ่มต้นที่ระบบเสรี แล้วก็ในที่สุดถูกควบคุมโดยผู้มีอำนาจ (รัฐ) หลังจากนั้นก็จะเริ่มแทรกแซงด้วยกลไกตลาดจากหน่วยงานที่แสวงหาผลกำไร ซึ่งทั้งสองระบบนี้ประสบความล้มเหลวในการกระจายผลประโยชน์ให้กับส่วนรวม เนื่องจากมีคนเพียงไม่กี่คนที่ได้รับผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากร ในขณะเดียวกันคนไม่กี่คนนั้นก็ใช้ทรัพยากรเพื่อประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น และในที่สุดทำให้เกิดปรากฏการณ์อย่างใน Tragedy of the Commons ในขณะเดียวกันระบบกรรมสิทธิ์แบบเปิดกว้าง ก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะสามารถควบคุมไม่ให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ที่มากเกินไป และได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
 
นักวิชาการจำนวนมากจึงหันความสนใจกับระบบกรรมสิทธิ์ร่วมในจัดสรรทรัพยากร ธรรมชาติ แบบจำลองต่าง ๆ ได้ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้พื้นฐานจากแนวคิดประชาสังคม (civil society) ซึ่งเน้นการมอบอำนาจให้ชุมชนหรือกลุ่มคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียไปดำเนินการหา จุดสมดุลย์ของผลกระทบ (externality) ทั้งในทางที่ดีและไม่ดี นอกจากนี้ชุมชนยังต้องเป็นผู้กำหนดว่าใครสามารถใช้ทรัพยากรได้ และใช้ได้มากน้อยแค่ไหน ตลอดจนกำหนดว่าใครมีอำนาจในการตัดสินใจในการจัดการ
 
ในประเทศไทย การนำระบบกรรมสิทธิ์ร่วมในเมืองไทยนั้นได้รับการผลักดันอย่างมากในยุคช่วง ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่มีความต้องการในการกระจายอำนาจของการถือครองทรัพยากร โดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติไปสู่ชุมชนท้องถิ่น
 
สารสนเทศส่วนรวม
ก่อนที่เราจะไปถึงห้องสมุด ผู้เขียนน่าควรทำความเข้าใจบทบาทและภาพรวมของสารสนเทศในบริบทของการจัดการ ทรัพยากรส่วนรวมเสียก่อน ซึ่งวิวาทะที่เกี่ยวข้องสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กระแส กระแสแรก คือ การพิจารณาว่าสารสนเทศเป็นทรัพยากรส่วนรวม ในขณะที่กระแสที่สอง คือ สารสนเทศช่วยให้เกิดการจัดการทรัพยากรส่วนรวมที่เป็นธรรม 
 
1. สารสนเทศในฐานะที่เป็นทรัพยากรส่วนรวม
มุมมองของสารสนเทศในฐานะที่เป็นทรัพยากรส่วนรวมนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 นัย นัยแรก เน้นไปที่การมองว่าสารสนเทศในฐานะความคิดและเนื้อหา (construct, concept, content) ในขณะที่นัยสองเป็นเรื่องของการมองสารสนเทศในรูปแบบของสื่อ (carrier) 
 
เนื้อหา ความรู้ สารสนเทศและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลก เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่รับรู้สัมผัสโดยวิธีการอื่นได้ การรับรู้สารสนเทศจำเป็นต้องอาศัยการถ่ายทอดออกมาให้อยู่ในรูปธรรม เพื่อสามารถให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงได้ และประโยชน์ในการเก็บรักษาให้อยู่ต่อเนื่องยาวนาน สื่อจึงมีบทบาทเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดและถ่ายโอนเนื้อหา ด้วยคุณลักษณะที่ไม่มองเห็นและผสานกลมกลืนกันอยู่ จึงทำให้นัยของคำว่า "สารสนเทศ" ในบริบทของการจัดการทรัพยากรส่วนรวมเป็นภาพของสองสิ่งรวมกัน และบางครั้งทำให้เกิดความสับสน กลายเป็นประเด็นคนละเรื่องเดียวกัน
 
สารสนเทศในฐานะความคิด เนื้อหา
ความรู้ สารสนเทศและข้อเท็จจริง (ไม่ว่าจะใช้หลักเกณฑ์หรือนิยามใด ๆ ก็ตาม) ต่างถือว่าเป็นทรัพยากรส่วนรวมประเภทหนึ่ง ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เท่าเทียมกัน มนุษย์สามารถใช้ความรู้ สารสนเทศและข้อเท็จจริงไปให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันที่จะเข้าถึง (access) สิ่งที่มนุษย์คิดค้น ค้นพบ บรรยาย รายงานปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ข้อมูลสาธารณะ ข่าวสารต่าง ๆ ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม
 
คุณลักษณะที่สำคัญประการหนึ่งของสารสนเทศ ในฐานะ คือ การใช้งานและการถ่ายโอน ไม่ได้ทำให้ลดปริมาณลง มิหนำซ้ำยังทำให้เพิ่มมากขึ้นด้วย เหมือนดังคำโฆษณาของบริษัทให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายหนึ่งเมื่อหลายปี ก่อน ที่ว่า "ยิ่งพูดกันมาก ยิ่งเข้าใจกันมากขึ้น" เข้าทาง the comedy of the commons 
 
ถึงแม้ว่าการถ่ายโอนความรู้ สารสนเทศ และข้อเท็จจริงในรูปแบบที่ง่ายที่สุด และโดยตรงที่สุด ได้แก่ การสื่อสารตัวต่อตัว (face-to-face) ซึ่งเราพบเห็นและทำกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่การสื่อสารตัวต่อตัว ไม่สามารถทำให้ความรู้ สารสนเทศและการถ่ายทอดคงรูปอยู่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการใช้สื่อ ต่าง ๆ เข้ามาช่วยทำให้เนื้อหาของสื่อนั้นคงอยู่ไม่ว่าจะผ่านการใช้งานหรือผ่านกาล เวลามามากน้อยแค่ไหน ดังนั้นเราไม่สามารถเอาผิดกับคนที่ขโมยความรู้ สารสนเทศ หรือข้อเท็จจริงที่อยู่ในหน่วยความจำในหัวสมองได้ (หรือที่เราชอบพูดกันว่า "ครูพักลักจำ") เว้นแต่ว่าจะมีหลักฐานที่มีรูปธรรมชัดเจน เช่น กระดาษ เทป แผ่นดิสก์ ฮาร์ดดิสก์ เป็นต้น
 
สารสนเทศในฐานะสื่อ
ตัวสื่อที่ทำหน้าที่ตัวกลางในการถ่ายทอดเนื้อหาเองก็มีคุณลักษณะเฉพาะตัว เช่น ความสามารถในการส่งต่อ ไม่ว่าจะเป็นตัวต่อตัว หรือกระจายสู่คนหมู่มาก ดังนั้นตัวสื่อเองก็นับได้ว่าเป็นทรัพยากรส่วนรวมด้วยเช่นกัน ทุกคนเป็นเจ้าของและสามารถใช้ประโยชน์ของสื่อได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ (เช่น หนังสือ ตำรา หนังสือพิมพ์ วารสาร งานศิลปะ ฯลฯ) สื่ออิเล็กทรอกนิกส์ (เช่น เทปคาสเซ็ทท์ วิทยุ วิดีโอ โทรทัศน์ โทรศัพท์ ฯลฯ) สื่อดิจิตอล (เช่น คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ) หรือแม้กระทั่งสื่อการแสดง (เช่น การปาฐกถา การแสดงละคร ฯลฯ)
 
ในขณะที่ความเป็นนามธรรมของเนื้อหามีคุณลักษณะที่นิ่ง (stable) ในทางตรงกันข้ามตัวสื่อที่มีอยู่เป็นรูปธรรมมากกว่าและได้รับการพัฒนาอย่าง ต่อเนื่อง จนทำให้การพิจารณาสารสนเทศในฐานะทรัพยากรส่วนร่วมมีหลายมิติมากขึ้น สื่อการแสดง จะเน้นไปที่เวลา สถานที่ (รวมถึงเรื่องของกลิ่น เสียงในอากาศด้วย) เป็นปัจจัยหลัก ในขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์นั้นแรกเริ่มเดิมทีนั้นอยู่ที่หมึก ปากกา และกระดาษ แต่ด้วยวิทยาการของมนุษย์ทำให้เกิดเทคโนโลยีทางด้านการพิมพ์ และการทำสำเนาเกิดขึ้น หลังจากนั้นการเริ่มมีการใ้ช้ประโยชน์ ของคลื่นความถี่สัญญาณวิทยุ ซึ่งถูกนำไปใช้กับการสื่อสารกับอุปกรณ์หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นโทรสาร วิทยุ โทรทัศน์ ดาวเทียม โทรศัพท์มือถือ จนมาถึงยุคปัจจุบัน อินเตอร์เน็ตก็เช่นเดียวกัน ซึ่งปัจจัยที่ทำให้อินเตอร์เน็ตเป็นทรัพยากรส่วนรวมนั้น คือ แบนด์วิธ (คลื่นความถี่) ทั้งที่อยู่ในรูปของที่ต้องใช้สายและไร้สาย
 
ภาพรวมการจัดการสารสนเทศในฐานะทรัพยากรส่วนรวม
อย่างไรก็ตามคุณลักษณะสำคัญที่แตกต่าง ระหว่างสารสนเทศในฐานะความคิดและเนื้อหากับสารสนเทศในฐานะสื่อ ก็คือ การทำให้คนอื่นไม่สามารถใช้ทรัพยากรนั้นได้ (excludability) กล่าวคือ โดยหลักการ ทุกคนสามารถเข้าถึงความคิดและเนื้อหาของสารสนเทศได้เท่าเทียมกัน และก็ไม่ทำให้คนอื่นเสียประโยชน์ แต่ในทางตรงกันข้าม สื่อมีขีดจำกัด การใช้ประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลหนึ่ง ๆ อาจทำให้คนอื่น ๆ ไม่ได้ประโยชน์หรือเสียในการใช้สื่อนั้น ๆ เช่น การจับจองคลื่นสัญญาณวิทยุ หรือการใช้แบนด์วิธอินเตอร์เน็ต มีผลกระทบต่อผู้ใช้งานคนอื่น ๆ ในขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาในบริบทด้านกาลเวลา คุณสมบัติของสื่อบรรจุ (carrier) เช่น กระดาษ แถบแม่เหล็ก ฟิล์ม เทปคาสเซ็ทท์ เป็นต้นยังไม่สามารถคงสภาพได้ในระยะเวลานาน ยิ่งใช้ยิ่งเสื่อมสภาพ ยิ่งใช้ยิ่งทรุดโทรม แม้กระทั่งสารสนเทศที่อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์เองก็ยังมีข้อจำกัด ยกตัวอย่างเช่น การสื่อสารในปัจจุบันทำให้จำเป็นจะต้องมีการปรับสภาพสารสนเทศ (เช่น การตัดต่อ บีบอัดข้อมูล) เพื่อให้การสื่อสารดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ไม่ติดขัด ในขณะเดียวกันก็ทำให้คุณภาพของสารสนเทศลดลงตามไปด้วย ทำให้คนรุ่นหลัง ๆ หรือคนที่จะใช้ต่ออาจไม่สามารถใช้ประโยชน์ของเนื้อหาสารสนเทศได้อย่างเต็ม ที่
 
เราจะเห็นว่าประเด็นปัญหาของการจัดการไม่ได้อยู่ที่สารสนเทศในฐานะที่เป็นความคิดและเนื้อหา เพราะใครใคร่ใช้ ใช้ ยิ่งใช้ก็ยิ่งเพิ่มพูน สามารถเปิดเสรีได้โดยในหลักการ แต่ในเมื่อเนื้อหานั้นผูกติดอยู่ที่สื่อที่มีข้อจำกัด ทำให้จึงต้องมีการพิจารณาโดยสารสนเทศเป็นทรัพย์สิน และนำระบบกรรมสิทธ์เข้ามาใช้ ซึ่งสารสนเทศแต่ละประเภทต่างก็มีวิธีในการจัดการที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบรัฐเป็นผู้ถือครอง ระบบตลาด ระบบชุมชน และระบบเปิดกว้างดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
 
ในช่วงแรก มนุษย์สามารถติดต่อสื่อสารได้โดยไม่มีข้อจำกัด ใครใคร่พูดพูด ใครใคร่ฟัง ฟัง แต่เมื่อมีสื่อเข้ามามีอิทธิพล รัฐจึงเริ่มยื่นมือเข้ามามีบทบาทระบบรัฐ เป็นระบบของชนชั้นสูงและผู้มีอำนาจ ที่ถือครองทรัพยากรและเป็นผู้แจกจ่ายทรัพยากรเหล่านั้น แทบจะทุกสังคมมักจะเริ่มต้นแนวคิดการจัดการทรัพยากรส่วนรวมในลักษณะนี้ โดยเฉพาะประเทศไทยเราจะเห็นได้ชัดจากการใช้ระบบศักดินา ถึงแม้ว่าในยุคแรกจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเช่น ที่ดิน ป่าไม้ แต่แนวคิดดังกล่าวก็ได้ถูกนำมาใช้กับการจัดการสารสนเทศในประเทศด้วยเช่น ตัวอย่างที่ได้รับการพูดถึงมาตลอด คือ ตั้งแต่หนังสือพิมพ์ ข้อมูลสาธารณะ คลื่นความถี่ ทั้งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ ดาวเทียม หรือแม้กระทั่งอินเตอร์เน็ตในประเทศไทยถูกรัฐควบคุมและถือครองมาโดยตลอด จนมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในช่วงการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบัีบปี 2540 
 
สารสนเทศถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะในสังคมใด ๆ ก็ตาม เรายังจะเห็นการที่รัฐต่าง ๆ ยังถือครองและควบคุมหน่วยงานที่ผลิตและเผยแพร่สารสนเทศ เช่น สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักพิมพ์ของรัฐ หรือแม้แต่ห้องสมุดเองก็ตาม การที่สารสนเทศที่ตกอยู่ในมือภาครัฐ ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถการันตีความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงให้กับทุกภาค ส่วน ในขณะเดียวกันระบบเศรษฐกิจเริ่มเติบโต จึงเกิดความต้องการจากภาคเอกชนให้รัฐแทนที่จะเป็นผู้ถือครอง กลายเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการแข่งขันเพื่อให้เกิดการพัฒนา และผลักดันให้เข้าสู่ ระบบกลไกตลาด  วิธีการในการผลักอำนาจของรัฐไปสู่ระบบตลาด ได้แก่ การจ้างบุคคลภายนอก (outsource) การทำสัญญา (contract) หรือแม้แต่การแปลงให้อยู่ในรูปเอกชน (privatization) ในขณะที่อีกมุมหนึ่ง บางรัฐก็พยายามจะถือครองธุรกิจบริการสารสนเทศบางประเภท เพื่อใช้เป็นกลไกในการเข้าไปแทรกแซงระบบตลาด
 
ผู้เขียนต้องการยกตัวอย่างของที่มาของฐานข้อมูลวิชาการ ซึ่งในยุคแรก ๆ เน้นไปที่การจัดเก็บรวบรวมสารสนเทศทุติยภูมิเท่านั้น (เน้นไปที่ใครเขียนอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ไม่มีข้อมูลเต็มรูป (full text) เหมือนในปัจจุบัน) รัฐบาลอเมริกา เห็นความสำคัญของฐานข้อมูล จึงได้ทำสัญญากับบริษัททางด้านความมั่นคง ช่วยในการพัฒนาฐานข้อมูลบนระบบคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการจัดการสารสนเทศได้ อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และหนึ่งในบริษัทที่ได้รับการทำสัญญาคือ Lockheed ซึ่งเป็นบริษัทที่พัฒนาระบบฐานข้อมูล "Dialog" ที่เป็นที่นิยมในฐานะฐานข้อมูลเชิงพาณิชย์ในเวลาต่อมา โดยยุคแรกของ Dialog นั้นเน้นการจัดเก็บสารสนเทศทางด้านการศึกษา การแพทย์ และความมั่นคง และปัจจุบันฐานข้อมูลวิชาการทั้งหลาย ก็ตกไปอยู่ในมือหน่วยงานที่แสวงหาผลกำไรทั้งหมด
 
จะเห็นได้ว่าระบบตลาดและระบบรัฐมีความลักลั่นกันอยู่สำหรับสารสนเทศบางประเภท จึงทำให้เกิดความพยายามในการตีเส้นแบ่งระหว่างสารสนเทศในเชิงสินค้าสาธารณะ (public goods) และสินค้าพาณิชย์ (commodity) เพื่อใช้ในการกำหนดวิธีการจัดการที่แตกต่างกัน การกำหนดในลักษณะดังกล่าวมีความซับซ้อนในการพิจารณาอยู่มาก ทั้งนี้โดยมากมักจะขึ้นอยู่กับบริบท และวัตถุประสงค์ในการผลิตและเผยแพร่ ในสหรัฐอเมริกา การพิจารณาว่า ข้อมูลหนึ่ง ๆ เป็นสินค้าสาธารณะหรือสินค้าพาณิชย์นั้นถูกนำไปใช้ในการพิจารณาคดีความที่ เกี่ยวข้องกับสารสนเทศอยู่มาก ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลรายชื่อผู้ใช้โทรศัพท์ หรือข้อมูลเกี่ยวกับระบบโทรศัพท์ 911 (Samuelson, 1991) เป็นต้น
 
การผลักดันอำนาจเข้าสู่กลไกตลาด ทำให้บริษัท หน่วยงาน ห้างร้านเอกชนมีพลังมากขึ้น และเริ่มโน้มน้าวให้เห็นว่าสารสนเทศนั้นมีคุณค่าเชิงพาณิชย์ จึงต้องมีการจัดการทรัพย์สินเฉพาะประเภทเกิดขึ้น โดยรวมแล้วเรียกว่า ทรัพย์สินทางปัญญา (intellectual property) ซึ่งที่เรารู้จักกันดีในรูปของลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร ฯลฯ การจัดการทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้ในปัจจุบันเป็นระบบที่อ้างอิงระบบปิด (enclosured) เป็นหลัก กล่าวคือ กำหนดให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดได้ประโยชน์จากการถือครองกรรมสิทธิ์แต่เพียง ผู้เดียว เป็นกระบวนทัศน์ที่ได้รับการผลักดันจากหมู่ผู้ผลิตและผู้เผยแพร่ ซึ่งโดยมากกรรมสิทธิ์จะตกเป็นของหน่วยงานที่มุ่งแสวงหาผลกำไร แทนที่จะเป็นผู้สร้างสรรค์ หรือผู้คิดค้น ถึงแม้ว่าจะเปิดช่องทางให้กับส่วนรวมอยู่บ้าง แต่กลไกเหล่านี้ก็ถูกนำมาใช้อย่างจำกัดซึ่ง กลไกที่นำมาใช้ นอกเหนือไปจากเรื่องของระยะเวลาคุ้มครองแล้ว ยังมีในเรื่องของการใช้งานโดยชอบธรรม (fair use) การจำหน่ายครั้งแรก (first sale) และสมบัติสาธารณะ (public domain) 
 
อีกทั้งหน่วยงานที่แสวงหาผลกำไรที่ถือกรรมสิทธิ์ได้ใช้อ้างอิงระบบทรัพย์สินทาง ปัญญาไปใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ระบบสัญญาอนุญาต (license) ที่กีดกัน การจดสิทธิบัตรเกินควร (overpatenting) การใช้เทคนิคต่าง ๆ ในการจำกัดการเข้าถึง (เช่น DRM และการเข้ารหัส encryption) เป็นต้น นอกจากนี้การควบรวม ซื้อขายกิจการ ทำให้ในที่สุดกลุ่มคนที่ถือครองกรรมสิทธิ์เป็นเพียงกลุ่มคนเพียงไม่กี่กลุ่ม และทำให้เกิดการผูกขาดและนำไปสู่การกำหนดราคาที่สูงเกินควร (overpricing)
 
นอกจากนี้ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ก็ไม่สนใจในความคงสภาพของสารสนเทศด้วย และถึงแม้ห้องสมุดและหอจดหมายเหตุดูเหมือนว่าจะมีหน้าที่รับผิดชอบในด้านดัง กล่าวโดยตรง แต่ระบบทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันกลายเป็นอุปสรรคสำคัญของการ เก็บรักษาทรัพยากรสารสนเทศทั้งในแง่สถาบันและปัจเจกบุคคล และก่อให้เกิดปัญหามากมายทั้งในการทำซ้ำ การถ่ายโอน โยกย้าย และการใช้ประโยชน์
 
ปัญหาล่าสุดที่ผู้เขียนต้องการจะหยิบยกและอยากให้ จับตาเป็นพิเศษ คือ กรณี Google Booksearch ที่ Google พยายามทำข้อตกลงกับสมาคมผู้แต่ง (Author Guild) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ advocate เรื่องสิทธิของผู้เขียนในเชิงทรัพย์สินทางปัญญา คงทราบกันเป็นอย่างดีแล้วว่า Google Booksearch นั้นเป็นบริการที่ Google แปลงหนังสือให้อยู่ในรูปดิจิตอล ด้วยความร่วมมือจากห้องสมุดชั้นนำหลายแห่งของโลก แต่ด้วยปัญหาในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้มีปัญหาในเรื่องของการเข้าถึง ซึ่ง Google ก็พยายามที่จะหาช่องทางในการใช้ประโยชน์จากงาน ลิขสิทธิ์กำพร้า (orphan work) โดยทำข้อตกลงกับสมาคมฯ ในเรื่องของผลประโยชน์ ซึ่งในขณะนี้ ศาลอยู่ในระหว่างการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งขณะที่เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หลายประการเกี่ยวกับการทำข้อตกลงดัง กล่าว เช่น ข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้ Google กลายเป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ของงานจำนานมากแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่?  จะมั่นใจได้อย่างไรว่าเมื่อ Google ได้รับสิทธิไปแล้วจะไม่เอาไปหาผลประโยชน์ส่วนตนเพียงผู้เดียว นอกจากนี้ยังมีคำถามอีกด้วยว่าสมาคมผู้แต่งที่จะทำข้อตกลงนั้น เป็นตัวแทนของนักเขียน ผู้สร้าง ผู้ผลิตงานทั้งหมดได้หรือไม่? เป็นต้น(อ่านเพิ่มเติม Samuelson, 2009 )
 
ดังนั้น หากกลับไปมองที่ภาพของ the Tragedy of the Commons ในบริบทของสารสนเทศ ในเมื่อมีความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึง คนเพียงไม่กี่คนได้รับผลประโยชน์จากการครอบครองไปในทางส่วนตัว ในขณะเดียวกันสื่อบรรจุก็ไม่มีความคงทนถาวร ยิ่งใช้มาก ยิ่งเสื่อมสภาพ ท้ายที่สุดอาจทำให้เกิดความขาดแคลนได้ และทำให้การต่อยอดความรู้เป็นไปได้อย่างติดขัด
 
นักวิชาการในหลายสาขา จึงได้ใช้วิธีคิดในลักษณะเดียวกันกับการจัดการทรัพย์สินส่วนรวมโดยทั่วไป ที่หันมาให้ความสนใจกับระบบกรรมสิทธิ์ร่วมที่เน้นไปที่ ระบบชุมชน และ ระบบเปิดกว้าง มากขึ้น ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้การจัดการในลักษณะ the Comedy of the Commons (ยิ่งใช้มาก ยิ่งเพิ่มพูนความรู้มากขึ้น) มีความเป็นไปได้ จึงทำให้่เกิดโครงการในรูปแบบต่าง ๆ ขึ้นเพื่อสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดโอเพนซอร์ส (ที่เปิดโอกาสให้คนอื่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเนื้อหาของสารสนเทศ ประเภทต่าง ๆ เช่น ซอฟท์แวร์ หนังสือ สารานุกรม ข่าว เป็นต้น) สัญญาอนุญาตแบบเปิด (เช่น GPL - GNU General Public License และครีเอทีฟ คอมมอนส์) การสื่อสารทางวิชาการแบบเปิด (เช่น วารสาร open access และ digital repository) ตลอดจนแคมเปญในระดับภาพรวมอย่างวัฒนธรรมเสรี (free culture) เป็นต้น 
 
อย่างไรก็ตามยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ การปรับเปลี่ยนแนวคิดทั้งวงจรสารสนเทศ (reinventing the wheel) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดการมากที่สุด โดยที่เป้าหมายของการ "เปิด" เหล่านี้ ไม่ได้อยู่ที่ของฟรี แต่อยู่ที่มุ่งให้เกิดโอกาสในกระบวนการทางสารสนเทศ (ได้แก่ การผลิต การจัดเก็บ การเผยแพร่ การใช้ และการอนุรักษ์) ที่เท่าเทียม และทำให้เกิดการสร้างความรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
ทั้งหลายทั้งปวงประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม เมื่อพิจารณาสารสนเทศทั้งในแง่ความคิด เนื้อหาและสื่อ ก็คือ สารสนเทศนั้นมีความเป็นโลกาภิวัตน์โดยพื้นฐาน เฉกเช่นเดียวกับอากาศ หรือน่านน้ำสาธารณะ ที่ทุกคนทั่วโลกสามารถเข้ามาใช้ได้ มนุษย์ทุกคนก็ควรสามารถเข้าถึงความจริง และความเป็นไปของโลก รวมไปถึงในกระบวนการต่าง ๆ ในวงจรสารสนเทศ ความจริง และความเป็นไปเหล่านั้นด้วย โดยไม่จำเป็นต้องผูกติดกับรัฐใด สังคมใด วัฒนธรรมใด คนไทยต่างก็สามารถใช้ประโยชน์จากแบนด์วิธอินเตอร์เน็ต หรือสัญญาณดาวเทียมได้เท่าเทียมกับคนชาติอื่น ในขณะเดียวกันคนไทยก็สามารถกับการนำความรู้ทฤษฎี วิทยาศาสตร์ ที่คิดค้นจากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้หรือต่อยอดได้ ในขณะเดียวกันคนต่างชาติก็มีสิทธิในการรับรู้เรื่องราวเกี่ยวองค์ความรู้ใน เมืองไทยได้เช่นเดียวกัน
 
2. สารสนเทศช่วยให้เกิดการจัดการทรัพยากรส่วนรวมที่เป็นธรรม
จริง ๆ แล้ว วิวาทะที่สองนี้เป็นวิวาทะต่อเนื่องและเกื้อกูลกันเป็นลูกโซ่ กล่าวคือ เมื่อมีการจัดการทรัพยากรสารสนเทศส่วนรวมได้อย่างเป็นธรรม ก็จะทำให้การจัดการทรัพยากรส่วนรวม (รวมถึงตัวเอง) เป็นไปเพื่อชุมชนมากขึ้น
 
หลักการที่สำคัญ คือ มุ่งเน้นไปที่ความเท่าเทียมกันในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรส่วนรวม โดยเฉพาะในรูปแบบของชุมชนและเปิดเสรี ซึ่งในที่นี้ชุมชนและสังคมจะต้องมีหน้าที่กำกับดูแลกิจการตนเอง (self-governance) Elinor Ostrom (1990) นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน ได้อธิบายว่า ในบรรดาวิธีการต่าง ๆ ที่จะทำให้การกำกับดูแลกิจการตนเองมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น จะต้องมีการสร้างต้นทุนทางสังคมและความน่าเชื่อถือ ตลอดจนพัฒนาช่องทางการสื่อสาร และสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน อันจะนำไปสู่การมีส่วนร่วมทางสังคม (civic engagement) ซึ่งถือเป็นหน้าที่สำคัญของพลเมืองในมุมมองของนักประชาธิปไตย ดังที่ Benjamin Barber (1984, หน้า 219) ได้กล่าวไว้ว่า
 
"citizens are neighbors bound together neither by blood nor by contract but by their common concerns and common participation in the search for common solutions to common conflicts."
 
สังคมใด ๆ ก็ตาม เมื่อเกิดปัญหาร่วมกัน ทุกภาคส่วนก็ต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไข การจะทำให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมได้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับเสรีภาพในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสื่อสาร ในที่นี่สารสนเทศทั้งในแง่ความคิด เนื้อหาและสื่อจึงเปรียบได้กับพื้นที่สาธารณะในการแสดงออก ใครก็สามารถเข้าใช้ได้ ยิ่งรู้มาก มีความคิดมาก ก็จะมีความสามารถในการแยกแยะวิเคราะห์ได้ดีขึ้น ก็จะทำให้การเข้าไปมีส่วนร่วมมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น 
 
ดังนั้นความเคลื่อนไหวในวิวาทะที่สองนี้จึงเป็นไปในรูปแบบของการปกป้องสิทธิ เสรีภาพในการแสดงออกและรับรู้ข่าวสาร ในขณะเดียวกันก็หาทางส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร (exchange) และความร่วมมือ (collaboration) ระหว่างชุมชนให้มากขึ้น
 
ห้องสมุดส่วนรวม
แนวคิดการจัดการทรัพยากรส่วนรวม ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับงานห้องสมุดเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังเป็น "ภายใน" ตัวเองอีกด้วย ดังที่ได้กล่าวมาแล้วรูปแบบ (pattern) การเกิดขึ้นและเป็นไปของห้องสมุดและสถาบันบริการสารสนเทศนั้นไม่ต่างจากการ จัดการทรัพยากรส่วนรวมประเภทอื่น ๆ ดังนั้นวิวาทะที่นำมาใช้ในการจัดการทรัพยากรส่วนรวมในงานห้องสมุดจึงเป็นไป ในทิศทางเดียวกันกับการจัดการสารสนเทศ อย่างไรก็ตามผู้เขียนขอจำแนกแนวคิดตามอุปมาโวหาร (metaphor) ของห้องสมุด เพื่อทำให้ภาพของการวิเคราะห์นั้นชัดเจนยิ่งขึ้น โดยภาพรวมผู้เขียนจะเน้นไปที่ห้องสมุดในเชิงกายภาพ (physical library) มากกว่าห้องสมุดดิจิตอล (digital library)
 
1. ห้องสมุดในฐานะองค์กรสาธารณะ (public organization)
การปกครองและดูแลกันเองของสังคมนั้นเริ่มต้นที่การให้อำนาจการปกครองไว้กับผู้ ใดผู้หนึ่ง ในขณะเดียวกันระบบเศรษฐกิจที่ใช้นั้นทำให้เกิดช่องว่างทางสังคม คนรวยก็ยิ่งรวยขึ้น คนจนก็ยิ่งจนลง ซึ่งภาพของเศรษฐกิจสังคมดังกล่าวสามารถนำมาใช้กับการจัดการสารสนเทศด้วยเช่น กัน การสร้างห้องสมุดในสมัยก่อนนั้นก็มีเฉพาะในหมู่ชนชั้นนำทั้งในทางการเมือง และสังคม (ศาสนา) การเปิดห้องสมุดให้เป็นห้องสมุดสาธารณะ (public library) ครั้งแรกของ Benjamin Franklin จึงถือเป็นเรื่องที่ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนและหลักสำคัญ (milestone) ขั้นหนึ่งของความเป็นประชาธิปไตยในสังคมอเมริกา
 
มีต่อนะ
แนะนำเมื่อ 27ส.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,454,639 ครั้ง