แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

ภาษาและอาณาเขต

 

 
เมื่อสักสองปีก่อนผมเคยถกกับคำ ผกา เรื่อง “ความเป็นไทย” คุณคำ ผกาเธอเชื่อว่าความเป็นไทยเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง แต่เพิ่งถูกสร้างขึ้นมาเมื่อไม่นานนี้ ซึ่งผมคัดค้านความคิดนี้ของเธอ เนื่องจากการพูดคุยครั้งนั้นเป็นการคุยทางโทรศัพท์ และมีเรื่องงานเข้ามาเกี่ยวข้อง เราจึงไม่ได้แลกเปลี่ยนความคิดกันอย่างละเอียดนัก อย่างไรก็ดี ประเด็นเรื่องความเป็นไทยก็เป็นสิ่งที่ผมได้มีโอกาสกลับมาครุ่นคิดถึงอีกหลายครั้งหลายครา และพอจะได้ความคิดเห็นเบื้องต้นต่อเรื่องนี้อยู่หลายประการ
 
ประการแรก ผมคิดว่าเราไม่มีทางตรวจสอบเลยว่า ความเป็นไทย เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงไหม หากเราเอ่ยอ้างขึ้นมาลอย ๆ ผมคิดว่าตัวเองเข้าใจประเด็นที่คำ ผกาเสนอว่าความเป็นไทยเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา ซึ่งแนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่หากเราติดตามงานของนักวิชาการหัวก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล อาจารย์สายชล สัตยานุรักษ์ และนักวิชาการอีกหลายท่านก็ได้บุกเบิกประเด็นนี้มาไม่น้อยแล้ว สิ่งที่คุณคำ ผกาพูดทั้งหมดก็น่าจะมาจากการได้อ่านนิพนธ์ทางความคิดของนักวิชาการเหล่านี้
 
แม้ว่าจะเห็นด้วยกับแนวความคิดเรื่อง ความเป็นไทยที่ถูกสร้างขึ้นมา แต่ผมก็ยังเห็นว่า มันไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีความเป็นไทยมาแต่เดิม ความเป็นไทยที่ถูกสร้างขึ้นมีอยู่จริง แต่การมีอยู่ของมันก็ไม่ได้ทำให้เราสรุปได้ว่าไม่มีความเป็นไทยที่สืบเนื่องกันมาแต่เดิม
 
เมื่อได้นั่งครุ่นคิดโดยลำพัง ผมจึงคิดได้ว่า ปัญหาที่เป็นอุปสรรค์ในการสื่อสารระหว่างเรา (ผมและคำ ผกา) ในกรณีเรื่อง ความเป็นไทย นี้ น่าจะเป็นเพราะเราไม่มีเครื่องมือที่เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่ายในการวัดสิ่งที่เป็นนามธรรมนี้ จำได้ว่าครั้งนั้นผมเสนอคำ ผกาไปว่า ความเป็นไทย ก็คือ ภาษาไทย
 
ยิ่งกลับมานั่งคิด ผมก็ยิ่งมั่นใจว่า ภาษาไทย นั่นแหละ คือสิ่งที่จะหยั่งวัดความเป็นไทยได้ดีที่สุด แน่นอนว่าภาษาเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด แต่ข้อสังเกตหนึ่งก็คือ ในโลกของภาษา ไม่ว่าจะมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง นำเข้า ส่งออกกันอย่างไร ภาษาก็ยังดำรงเอกลักษณ์ของมันเอาไว้ได้ และตราบใดที่มันยังไม่ “กลาย” เป็นภาษาอื่น ผมก็ยังเชื่อเรื่องความสืบเนื่องของสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่าง “ความเป็นไทย” ที่มีภาษาเป็นพาหะนำข้ามกาลเวลามาถึงปัจจุบัน
 
มีข้อสังเกตเกี่ยวกับภาษามากมายหลายข้อที่ผมจะกล่าวต่อไป แต่ต้องบอกกันไว้ก่อนว่าด้วยความรู้ความเข้าใจของผมในเวลานี้ ยังไม่สามารถที่จะอธิบายทั้ง ความเป็นภาษาไทย และ ความเป็นไทย ผมเพียงแต่จะเสนอมุมมองเกี่ยวกับภาษาและอาณาเขตต่อกรณีร่วมสมัยเป็นข้อ ๆ
 
1. ภาษาไทยในปัจจุบัน สัมพันธ์ใกล้ชิดกับภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาอื่น
 
2. ลักษณะประโยค passive แบบภาษาอังกฤษ เช่น “กระเป๋าใบหนึ่ง ถูก เปิดขึ้น” ปัจจุบันกลายเป็นประโยคปรกติในภาษาไทย
 
3. ความสัมพันธ์ของภาษาอังกฤษกับภาษาไทย สะท้อนความไม่เท่าเทียมและการตกเป็นทาสทางวัฒนธรรม
 
4. ภาษาอังกฤษเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า ภาษาสามารถมีชีวิตเป็นของตนเอง เช่น เราจะเห็นว่า สำเนียงคนอังกฤษบนเกาะ แตกต่างจากสำเนียงอังกฤษอเมริกัน และแตกต่างจากอังกฤษออสเตรเลีย และแตกต่างจากอังกฤษอินเดีย
 
5. คำพูดที่ว่าสำเนียงที่ถูกต้องที่สุดคือสำเนียงอังกฤษแบบคนอังกฤษ (แท้) เพราะเป็นเจ้าของภาษาเดิม ดูคล้ายจะเป็นคำกล่าวที่ปรกติและถูกต้องดี แต่ถ้าลองคิดดูดี ๆ จะเห็นว่าเป็นเรื่องตลกมากถ้าคนที่ใช้ภาษาอังกฤษในทวีปอื่น ๆ จะพูดด้วยสำเนียงเดียวกับคนลอนดอนเป๊ะ
 
6. ภาษาอังกฤษแบบอินเดียเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของภาษาอังกฤษที่เดินแยกทางจากภาษาอังกฤษดั้งเดิม สามารถสร้างศัพท์และสำเนียงที่สอดคล้องกับท้องถิ่น
 
7. แต่ศักยภาพในการสร้างความหมายและมีชีวิตเป็นของตัวเองของภาษาอังกฤษแบบอินเดียก็ทำให้ภาษาอังกฤษแบบอินเดียตกไปอยู่ในตำแหน่งแห่งที่อันหนึ่งในโลกของภาษาอังกฤษ (เป็นใหญ่)
 
8. ในโลกที่ภาษาอังกฤษเป็นใหญ่ภาษาอังกฤษแบบอินเดียถูกจับวางลงในตำแหน่งของ ภาษาสำเนียงของอาณานิคม
 
9. สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่ามโนทัศน์แบบเจ้าอาณานิคมยังดำรงอยู่ในโลกสมัยนี้
 
10. ญี่ปุ่นเป็นชาติตัวอย่างที่สามารถล้วงเอาสิ่งที่อยู่ใน “กล่องดำ” ในภาษาอังกฤษออกมาได้มากที่สุดโดยที่ยังพูดอังกฤษในสำเนียงที่เจ้าของภาษาฟังเกือบไม่รู้เรื่อง
 
11. สังเกตได้ว่าการรับภาษาอังกฤษของญี่ปุ่นมีกระบวนการจัดการอย่างเป็นระบบและให้ความสำคัญกับ “องค์ความรู้” ที่อยู่ในภาษา มากกว่า “การพยายามพูดสำเนียงให้เหมือนเจ้าของภาษา”
 
12. อย่าลืมว่า ยังมีโลกของภาษาอื่น ๆ ที่ทรงอิทธิพลอีกมากมายนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ ตำแหน่งแห่งที่ของภาษาอังกฤษในโลกของภาษาจีนอาจจะต่ำต้อยกว่าในโลกของภาษาไทยอย่างที่เราคาดไม่ถึง
 
13. ภาษา “มาลายู” ของคนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีอาณาเขตกว้างใหญ่กว่าภาษาไทยมากมายหลายเท่า
 
14. สังคมไทยรับเอามโนทัศน์แบบอาณานิคมเข้ามาใช้สอยอย่างภูมิอกภูมิใจ
 
15. คนไทยเชื่อว่าภาษาอังกฤษที่ถูกต้องคือภาษาสำเนียงแบบลอนดอน แต่สำเนียงแบบฮอลลีวูดก็ดูทันสมัย ส่วนสำเนียงแบบอินเดียนั้นดู “ต่ำชั้น”
 
16. ปัญญาชนไทยจำนวนไม่น้อยยังมองการใช้ภาษาอังกฤษในสังคมไทยแบบคุณครู (ของลัทธิอาณานิคม)
 
17. คนไทยจำนวนหนึ่งในปัจจุบันรู้สึกอับอายมากกับการสะกดภาษาอังกฤษผิด แต่ถ้าสะกดภาษาไทยผิดจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องปรกติธรรมดา (หรืออายน้อยกว่า)
 
18. บรรณาธิการส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากให้เกิดคำผิดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่ในสมัยก่อนบรรณาธิการจะให้ความสำคัญในการตรวจสอบภาษาไทยมาก่อนภาษาอังกฤษ เพราะเราใช้ภาษาไทยเป็นหลัก
 
19. การใช้ภาษาอังกฤษผิดจากแบบแผนที่ถูกต้องหลายกรณีเป็นการตะล่อมภาษาอังกฤษเข้ามาอยู่ในมโนทัศน์ของภาษาไทย
 
20. คนไทยที่เก่งภาษาอังกฤษที่เรียนภาษาอังกฤษอยู่ในประเทศมักจะแม่นแกรมม่ามากกว่าฝรั่ง
 
21. ภาษาอังกฤษในสังคมไทยมีชีวิตเป็นของมันเองเช่นเดียวกับภาษาอังกฤษอินเดีย แม้ว่าจะไม่เข้มข้นเท่า
 
22. สายตาแบบคุณครูนอกจากไม่ได้ช่วยให้เห็นบทบาทหน้าที่และความเคลื่อนไหวของภาษาอังกฤษในสังคมไทยแล้ว ยังคอยบิดเบือนและกระหนาบให้ภาษาอังกฤษในสังคมไทยมีลักษณะเป็นลูกอาณานิคม
 
23. ในสังคมไทย ภาษาอังกฤษมีหน้าที่ทางสังคมคือยกระดับผู้ใช้
 
24. การพูดไทยคำอังกฤษคำเป็นเรื่องปรกติของสังคมไทย เนื่องจากสังคมไทยรับวิธีคิดจากภาษาอังกฤษเป็นหลัก คำจำนวนมากจึงจำเป็นต้องพูดด้วยภาษาต้นแบบจึงจะให้มโนทัศน์เดียวกับสิ่งที่ต้องการจะสื่อ
 
25. การดูหนัง sound track คือการรับเอาทั้งคำและความหมายของภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพ การได้เห็น คำ ภาษาอังกฤษ ปรากฏขึ้นในหนัง sound track ซึ่งจำลองสภาพแวดล้อมของคำมาทั้งหมด ทำให้ความหมายของภาษาอังกฤษในภาษาไทยมีความลึกขึ้น
 
26. การได้เห็นบทบาทของคำในสภาพแวดล้อมที่เลียนแบบสังคมได้อย่างครบถ้วนในหนัง sound track ทำให้การพูดด้วยคำภาษาอังกฤษไปเลยทำได้โดยสะดวกปากกว่าการใช้ศัพท์บัญญัติ
 
27. ในบทความที่เห็นทั่วไป คำ จำนวนมากที่มีความหมายมั่นคงในภาษาไทยแล้ว ก็ยังมีการวงเล็บภาษาอังกฤษเอาไว้
 
28. การวงเล็บภาษาอังกฤษของนักวิชาการเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ที่ส่อให้เห็นความไม่ไว้ใจภาษา (ไทย)
 
29. การวงเล็บภาษาอังกฤษยังคงมีความจำเป็นอย่างแน่นอนสำหรับคำที่ยังไม่มีความหมายมั่นคงในภาษาไทย หรือคำที่มีความหมายเฉพาะในแขนงวิชาต่าง ๆ
 
30. เหตุผลก็เนื่องจากองค์ความรู้ที่นำมาใช้สอยถ่ายทอดนั้นมาจากภาษาอังกฤษ
 
31. ภาษาไทยในเวลานี้จึงตกเป็นเบี้ยล่างของภาษาอังกฤษ ทั้งในเรื่องของการสร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้ และทั้งในเรื่องของการถ่ายทอดประสบการณ์ทางอารมณ์ผ่านงานวรรณกรรม
 
32. พื้นที่ที่เรียกว่าวรรณกรรมมีโลกสองใบซ้อนทับกันอยู่ ก็คือโลกของภาษาและโลกของความหมาย
 
33. โลกของความหมายเป็นสิ่งที่ไม่ถูกจำกัดโดยภาษาแต่ถูกจำกัดโดยประสบการณ์ทางวรรณกรรม
 
34. คนจำนวนมากไม่เข้าใจข้อจำกัดของภาษาและประสบการณ์ในการหาความหมาย จึงคิดว่าคนที่อ่านงานวรรณกรรมยาก ๆ จากภาษาอังกฤษได้จะต้องเก่งภาษาอังกฤษ
 
35. ข้อเท็จจริงง่าย ๆ ก็คือครูภาษาไทยจำนวนมากอ่านวรรณกรรมของแดนอรัญ แสงทอง ไม่รู้เรื่องขณะที่ มาร์แซล บารัง บอกว่าเป็นงานที่ดีมาก
 
36. ในทางกลับกัน คนอเมริกันจำนวนมากก็อ่านเรื่องสั้นของเฮมิงเวย์ หรือกุนเดอราไม่รู้เรื่อง ขณะที่คนไทยบางคนที่มีความรู้ภาษาอังกฤษเพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ สามารถดื่มด่ำงานเหล่านี้ได้
 
37. โลกของวรรณกรรมจึงประกอบทั้งเรื่องของภาษาและความหมาย มีภาษาเป็นเสมือนอาณาเขต และมีความหมายเป็นเสมือนสะพานข้ามแต่ละอาณาเขต
 
38. ในทางวรรณกรรมแม้ว่าความหมายจะเป็นสิ่งที่ส่งข้ามไปมาระหว่างภาษาได้ แต่กระบวนการนี้ก็ไม่สามารถทำได้โดยสมบูรณ์ เพราะความหมายมีทั้งส่วนที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นจากสิ่งที่อยู่ภายนอกภาษา และส่วนที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นจากตัวภาษาเอง
 
39. ดังนั้นถึงแม้ส่วนที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นภายนอกภาษาจะส่งความหมายข้ามภาษาได้ แต่ส่วนที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นจากภาษาก็ไม่สามารถติดตามข้ามมาได้ เนื่องจากข้อจำกัดของมโนทัศน์ที่มีอยู่ในแต่ละภาษา
 
40. ภาษาผูกพัน และเปลี่ยนแปลงอยู่กับสองส่วนสำคัญคือ ภาษาอื่น กับ ตัวของมันเอง
 
41. คำจำนวนมากในภาษาไทยไม่สามารถแปล หรือมีความหมายในภาษาอังกฤษ และคำจำนวนมากในภาษาอังกฤษ ก็ไม่สามารถแปลหรือมีความหมายได้ในภาษาไทย
 
42. สำหรับนักเขียน ภาษาที่เขาใช้ในการเขียนคือสิ่งที่กำหนดสัญชาติของเขา มากกว่าการที่เขาเกิดที่ไหน
 
43. รัฐวุฒิ ลาภเจริญทรัพย์ เป็นนักเขียน (คน) ไทย ที่จบหลักสูตรการเขียนสร้างสรรค์ (Creative writing program) จากมหาวิทยาลัย เขียนหนังสือด้วยภาษาอังกฤษจนได้รับการตีพิมพ์ และกำลังเริ่มมีตัวตนในฐานะนักเขียนขึ้นในโลกของภาษาอังกฤษ
 
44. การมองกรณีของรัฐวุฒิว่า เป็นนักเขียนไทยที่โกอินเตอร์ ไม่แตกต่างจากการมองว่าไทเกอร์ วูด เป็นนักกอล์ฟไทยที่ประสบความสำเร็จระดับโลก การมองเช่นนี้ทำให้ความหมายทางวัฒนธรรมกลายเป็นเรื่องตื้นเขิน และการโกอินเตอร์ก็เป็นเพียงแค่การร่วมเชื้อชาติหรือสัญชาติ
 
45. เป็นเรื่องตลกมากที่จะไปเหมาเอานักเขียนทุกคนที่มีสัญชาติหรือเชื้อชาติเป็นไทยว่าเป็น “นักเขียนไทย” โดยไม่สนใจว่าเขาเขียนหนังสือด้วยภาษาอะไร
 
46. การโกอินเตอร์ในลักษณะนี้ไม่ต่างกับการไปคว้าเอาสาวลูกครึ่งหุ่นดีที่อยู่ในต่างประเทศส่งประกวดนางงามจักรวาล
 
47. มีกรณีตัวอย่างของนักคิดไทย (ระดับอินเตอร์) จำนวนไม่น้อยที่เขียนงานสองภาษา เช่น ส. ศิวรักษ์ แต่กรณีของนักเขียนวรรณกรรมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนสัญชาติไหน สุดท้ายมักจะลงหลักปักฐานกับภาษาใดภาษาหนึ่ง
 
48. การที่เราเข้าใจว่าอาณาเขตของทั้งวรรณกรรมไทยและนักเขียนไทยคือ ภาษาไทย เป็นคนละเรื่องกับการเข้าใจแบบ ชาตินิยม
 
49. ถ้าเราเชื่อว่าในภาษามี “กล่องดำ” ที่บรรจุความสืบเนื่องบางอย่างที่เกี่ยวพันกับประสบการณ์อันยาวนานของมนุษย์ที่ร่วมภาษากันมา “ความเป็นไทย” ในภาษาไทยก็คือพื้นที่ที่เป็นรูปธรรมที่สุดที่จะบรรจุเอกลักษณ์และวัฒนธรรมที่เป็นความสืบเนื่องที่ “ยังมีชีวิต” อยู่
 
50. การส่งความหมายข้ามวัฒนธรรม จำเป็นต้องมีตัวละครอีกมากมายที่ต้องมีบทบาท ซึ่งหากการ “โกอินเตอร์” ไม่ได้ทำในสิ่งเดียวกันนี้ มันก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าความทะยานอยากของ “ลูกอาณานิคม”
 
51. นักเขียนต่างประเทศ ที่จะขึ้นมามี “ตัวตน” ในสังคมการอ่านของไทย ไม่เกี่ยวกับว่านักเขียนคนนั้น “ดัง” แค่ไหน หรือ “ได้รางวัล” อะไรมา นักเขียนโนเบลจำนวนมากไม่มีตัวตนในสังคมไทย ในขณะที่นักเขียนอย่างตอลสตอยซึ่งไม่ได้รางวัลอะไรเลยกลับมีตัวตนในสังคมไทย
 
52. การที่นักเขียนต่างภาษาจะมีตัวตนขึ้นในอีกภาษาหนึ่ง จำเป็นที่จะต้องมีกระบวนการส่งทอดที่เข้มแข็ง และอาศัยตัวละครมากมาย ทั้ง นักแปล นักวิจารณ์ และนักวรรณกรรมในภาษานั้น ๆ รวมถึงความพร้อมของสังคมการอ่านที่จะมีอารมณ์ร่วมกับวรรณกรรมนั้น ๆ
 
53. นักเขียนรัสเซียจำนวนมากที่มีตัวตนในสังคมไทยได้เพราะมีแนวคิดสังคมนิยมเป็นพาหะ และมีเงื่อนไขทางการเมืองภายในประเทศ ณ เวลานั้นรองรับ “แม็กซิม กอร์กี้” คือตัวอย่างที่ชัดเจน
 
54. ถ้าการ “โกอินเตอร์” คือ การที่นักเขียนในภาษาหนึ่งไปมีตัวตนในภาษาอื่น ๆ อีกมากมาย มันก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจติดตาม
 
55. แต่ถ้า “โกอินเตอร์” เป็นเพียงแค่ความรู้สึก “กูจะดังระดับโลก” มันก็พึงเป็นสิ่งที่ควรระมัดระวัง
 
56. สิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็คือ ในเวลานี้ที่สังคมไทยมีปัญญาชนที่ทำงานทางความคิดอย่างก้าวหน้า ด้วยการวิเคราะห์วัฒนธรรมในเชิงพื้นที่จำนวนไม่น้อย แต่คนวรรณกรรมจำนวนหนึ่งกลับมีคติแบบทาสอาณานิคมที่เป็นเส้นตรงง่าย ๆ แค่ ได้รางวัลเก่งว่าไม่ได้รางวัล ได้รางวัลใหญ่เก่งกว่าได้รางวัลเล็ก ได้รางวัลระดับชาติเก่งกว่าได้รางวัลระดับท้องถิ่น ได้รางวัลระดับสากลเก่งกว่าได้รางวัลระดับประเทศ หรือ โนเบลเก่งกว่าซีไรต์อะไรทำนองนี้
 
57. ยิ่งคนวรรณกรรมถูกเพิกเฉยจากสังคม คนวรรณกรรมก็ยิ่งทำให้ตัวเองโง่ลง ๆ ทุกวันด้วยการชะเง้อคอมองออกไปข้างนอก
 
วาด ระวี และ ทีมงาน Underground Buleteen
แนะนำเมื่อ 27ส.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,425,129 ครั้ง