แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

วัชระ สัจจะสารสิน เปิดใจซีไรต์ 2551

 

 
 
คณะกรรมการรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) มีมติให้หนังสือรวมเรื่องสั้น "เราหลงลืมอะไรบางอย่าง" ของ วัชระ สัจจะสารสิน ได้รับรางวัลซีไรต์ประจำปี 2551 ด้วยเหตุผลดังนี้
 
"เป็นงานเขียนสะท้อนภาพชีวิตและสังคมในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลง ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าสังคมปัจจุบัน มนุษย์มีความขัดแย้ง ต่อสู้ และแข่งขันกันในทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรม มนุษย์เปลี่ยนไปตามโลกโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว จากความละเมียดละไมไปสู่ความหยาบกระด้าง จากคนที่มีน้ำใจไมตรีไปสู่คนเพิกเฉยเย็นชา จากสังคมเรียบง่ายไปสู่สังคมที่ซับซ้อนขึ้น ในสภาพดังกล่าวมนุษย์จึงตกอยู่ในวังวนแห่งความสับสน แปลกแยก และหวาดระแวง "เราหลงลืมอะไรบางอย่าง" ซึ่งเป็นชื่อหนังสือ จึงเป็นแกนกลางที่โยงเรื่องทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทำให้ฉุกคิดว่า เราหลงลืม "อะไร" บางอย่างในชีวิตหรือไม่
 
ผู้เขียนใช้กลวิธีการเล่าเรื่องที่มีพลัง ผ่านการใช้ภาพเปรียบและการสร้างเรื่องที่มีเสน่ห์ ชวนให้ผู้อ่านติดตามครุ่นคิดคำนึง และท้ายสุดก็ยังคงความฉงน ท้าทายให้ตีความได้หลายนัย"
 
วัชระ สัจจะสารสิน เป็นนามปากกาของ นายวัชระ เพชรพรหมศร เกิดวันที่ 9 ก.พ.2518 ที่ อ.ควนเนียง จ.สงขลา จบปริญญาตรีและปริญญาโทจากคณะรัฐศาสตร์ และปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่ประจำศาลปกครอง
 
บ่ายวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการรางวัลซีไรต์ จัดงานเปิดตัว วัชระ สัจจะสารสิน ที่ห้องรีเจนซี่ โรงแรมโอเรียนเต็ล นักเขียนซีไรต์คนล่าสุด เปิดใจเรื่องการอ่าน การเขียนอย่างเป็นกันเอง
 
ชีวิตวัยเด็ก
"สมัยเด็กๆ ช่วงเรียนประถมที่โรงเรียนบ้านควนเนียง ผมชอบไปนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุดเล็กๆ ของโรงเรียน เริ่มจากอ่านนิทานเด็กๆ เช่น "สโนไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด", "ซินเดอเรลล่า" อ่านจนเกลี้ยงห้องสมุด พอไปบอกครูๆ ก็ให้ไปอ่านซ้ำอีกรอบ ห้องสมุดจึงเป็นโลกอีกใบหนึ่งของผมตั้งแต่เด็ก"
 
จากชั้นประถมฯ ย้ายไปเรียนมัธยมฯ ที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ ที่นี่มีหอสมุดเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่มีหนังสือมากมายหลากหลายกลายเป็นที่สิงสถิตของวัชระ ประกอบกับด้านหลังเป็นภูเขา ด้านหน้าเป็นทะเล หาดสมิหรา เป็นบรรยากาศชวนให้หนุ่มน้อยวัชระนั่งอ่านหนังสือได้ทั้งวี่ทั้งวัน
 
"ผมได้เป็นเจ้าหน้าที่ห้องสมุดด้วย ทำให้ได้อ่านหนังสือมากขึ้น ช่วงนี้เริ่มอ่านวรรณกรรมเยาวชนแปล เช่น "80 วันรอบโลก", "ปริศนาระฆังแก้ว" และเริ่มอ่านนวนิยายผู้ใหญ่บ้าง เช่น "ปูนปิดทอง" ของ กฤษณา อโศกสิน, "คำพิพากษา" ของ ชาติ กอบจิตติ
 
อ่านคำพิพากษาแล้วน้ำตาไหล จนต้องไปตามหาผลงานของชาติเรื่องอื่นๆ มาอ่านอีก เช่น "พันธุ์หมาบ้า" แต่อ่านไม่รู้เรื่อง เพราะไม่เข้าใจภาษา เช่นคำด่าของภาคกลาง ผมคนภาคใต้ไม่เคยได้ยิน ทำให้อ่านแล้วยังไม่มีอารมณ์ร่วมด้วย จนมาอ่าน "ผีเสื้อและดอกไม้" ของ นิพพาน อ่านแล้วโดนใจ เพราะบรรยากาศในเรื่องเกิดที่ภาคใต้ อ่านแล้วเสริมจินตนาการดีมาก"
 
เข้าสู่โลกหนังสือซีไรต์
"ผมเริ่มอ่านหนังสือที่ได้รับรางวัลซีไรต์บ้างตอนอยู่ชั้นม.ปลาย พวกหนังวิดีโอ ซีดี ได้ดูน้อยมาก พอมาอยู่กับป้าซึ่งคุมเข้ม จะให้อ่านเฉพาะหนังสือเรียน ผมต้องแอบอ่านหนังสืออื่น อย่างคำพิพากษาก็ต้องแอบอ่าน แต่ด้วยความที่เรียนสายศิลป์ จึงมีโอกาสได้อ่านหนังสือมาก
 
จนช่วงปี 2533 อยู่ม.4 มีโอกาสเจอนิตยสาร "ถนนหนังสือ, "โลกหนังสือ" เล่มเก่าๆ โดยเฉพาะ "ไรเตอร์แมกกาซีน" เห็นพี่จำลอง ฝั่งชลจิตร พี่กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ และนักเขียนอีกหลายคนด่ารางวัลซีไรต์ เลยรีบซื้อมาอ่าน เพราะอาจารย์ภาษาไทยพร่ำบอกว่าซีไรต์เป็นหนังสือดี เราก็ตามอ่านมาทุกเล่ม ทำไมมีคนมาด่า ซึ่งคนด่าเก่งที่สุดคือพี่กนกพงศ์ ผมยังไปตามอ่านหนังสือของคนที่ถูกด่าตอนนั้นด้วย"
 
จุดเริ่มต้นการเขียน 
"เมื่อก่อนผมอยากเรียนจิตรกรรม แต่ไม่เก่งเรื่องดรออิ้ง กลัวจะแพ้เด็กกรุงเทพฯ และอยากเรียนอักษรศาสตร์ แต่คะแนนสูง ด้วยความมุ่งมั่นต้องมาเรียนที่กรุงเทพฯ เลยเลือกเอ็นทรานซ์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันดับ 1 เพราะชอบเหมือนกัน ผมเอ็นท์ติดที่นี่"
 
"ธรรมศาสตร์" เป็นสถาบันที่วัชระใฝ่ฝันอยากจะเข้ามาเรียน เนื่องจากในวัยเด็กเคยเห็นสมุดภาพ 6 ตุลา 2519 ในห้องสมุด เห็นภาพคนถูกแขวนคอใต้ต้นมะขาม แต่คนที่มุงดูกลับยืนยิ้ม ทำให้เกิดความสงสัยอยากแสวงหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นในธรรมศาสตร์
 
การก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นจุดเริ่มต้นการเป็นนักเขียน ยิ่งได้เรียนในคณะรัฐศาสตร์ ที่เป็นคลังบ่มเพาะวิชาการเมือง ความคิด ปรัชญา ล้วนแต่เอื้อต่อการได้ใช้ความคิดและเขียนเรื่องสั้น
 
"ตอนปี 1 ผมติดตามอ่านนิตยสารไรเตอร์และอ่านหนังสืออื่นๆ อีกหลายเล่ม โดดเรียนมาอ่านหนังสือก็บ่อย พอกลับบ้านที่สงขลา ผมเปรยกับพ่อว่าอยากได้พิมพ์ดีด พ่อผมจบป.4 เป็นลูกจ้างหน่วยราชการ ที่บ้านขายของในตลาด พ่ออาจมองว่าผมเป็นลูกคนโตและไม่เคยเรียกร้องอะไร พอผมร้องขอ พิมพ์ดีด พ่อก็หายไปหาดใหญ่ แล้วกลับมาพร้อมพิมพ์ดีดยี่ห้อมอร์แกน"
 
ช่วงแรกในการเขียนเรื่องสั้น วัชระยอมรับว่า มองไม่เห็นทิศทางเอาเสียเลย เขียนเสร็จก็ส่งไปที่ "สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์" และ "สกุลไทย" ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพราะคิดว่าไม่ได้ลงแน่นอน กระทั่งปี 2538 ขณะเรียนอยู่ปี 2 ธรรมศาสตร์ เรื่องสั้น "ภาพฝัน" ได้ตีพิมพ์ใน "สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์" เป็นเรื่องแรก หลังขยันส่งต้นฉบับอยู่เกือบ 2 ปี
 
"ได้ค่าเรื่องมา 800 บาท ซื้อหนังสือแจกคนรู้จักไปทั่วด้วยความดีใจ แล้วรีบส่งเรื่องต่อไปทันที เรื่องแรกที่ได้ลง ทำให้ผมเหลิงว่าเขียนอะไรต้องได้ลงหมด แต่พอส่งเรื่องใหม่ไปกลับไม่ได้ลง จนรู้สึกเสียหน้า ผมต่อสู้กับความรู้สึกนี้อยู่ร่วมครึ่งปี ก็เริ่มทยอยส่งต้นฉบับให้เล่มอื่น ผมเคยกลับไปอ่านเรื่องสั้นเรื่องแรกๆ แล้วก็ขำตัวเอง เพราะขนาดภาษาเขียนยังติดทองแดงเลย"
 
นักเขียนที่เป็นแรงบันดาลใจ
ฝึกเขียนเรื่องสั้นไปได้พักใหญ่ วัชระก็เริ่มคลุกคลีกับพี่ๆ ในแวดวงนักเขียน โดยเฉพาะ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ (นักเขียนซีไรต์ปี 2539) ซึ่งเป็นนักเขียนในดวงใจและแรงบันดาลใจ ถึงขนาดดั้นด้นไปหา "พี่หนก" ถึง "หุบเขาฝนโปรยไพร" หรือเขาหลวง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อขอคำแนะนำการเขียน
 
"ช่วงนั้นผมไปออกค่ายที่จ.พัทลุงพอดี ตัดสินใจเหมารถกับเพื่อนไปหาพี่กนกพงศ์ที่นครศรีธรรมราช ผมประทับใจมากที่ได้เจอพี่กนกพงศ์ แกงงมาก ผมเป็นใคร วันนั้นแกไม่ใส่เสื้อ นุ่งกางเกงชาวเลสีฟ้าสว่าง พี่กนกพงศ์บุคลิกเข้ม ถ้าไม่สนิทจะไม่คุยด้วย ผมยิ่งรู้สึกขลัง และคลั่งพี่กนกพงศ์มากขึ้น หลังบ้านพี่กนกพงศ์มีธารน้ำตก บรรยากาศดีมาก เราชงกาแฟแล้วนั่งคุยกัน ทำให้ผมรู้สึกไม่อยากเรียนหนังสือแล้ว อยากมาอยู่กับพี่กนกพงศ์เลย และอยากเป็นเหมือนพี่กนกพงศ์"
 
 
"เราหลงลืมอะไรบางอย่าง" รวมเรื่องสั้นเล่มแรกในชีวิต
เขียนเรื่องสั้นได้ตีพิมพ์หลายเรื่อง และเริ่มได้รับรางวัลเป็นการันตี จากปี 2540 เรื่องสั้น "ทราย" ได้รับรางวัล สุภาว์ เทวกุล โดยใช้ข้อมูลจากบ้านเกิดตัวเองเป็นวัตถุดิบในการเขียน ปี 2548 เรื่องสั้น "วาวแสงแห่งศรัทธา" ได้รับรางวัลชนะเลิศรางวัล "พานแว่นฟ้า" ซึ่งปีนั้นเป็นปีที่มีปัญหามากกับเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง ปี 2549 เรื่องสั้น "เรื่องเล่าจากหนองเตย"เข้ารอบสุดท้ายรางวัล "นายอินทร์อะวอร์ด" ปี 2550 เรื่องสั้น "แก้วสองใบ" เข้ารอบสุดท้ายรางวัล "นายอินทร์อะวอร์ด และปี 2551 เรื่องสั้น "ในวันที่วัวชนยังชนอยู่" ได้รับรางวัลชมเชยรางวัล "กนกพงศ์ สงสมพันธุ์"
 
"พอเขียนเรื่องสั้นได้จำนวนหนึ่ง ผมก็ร่วมกับ พี่เจน สงสมพันธุ์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์นาคร ช่วยกันคัดเลือกเรื่องสั้นจากที่เขียนมา 50 เรื่อง เหลือ 12 เรื่อง แล้วจัดพิมพ์เพื่อส่งหนังสือเข้าประกวดซีไรต์ ทุกเรื่องผมพอใจและชอบทั้งหมด "เราหลงลืมอะไรบางอย่าง" ผมเป็นคนตั้งชื่อเอง เพราะทุกเรื่องมีทิศทางไปในทางนั้นทั้งหมด"
 
กลเม็ดการเขียน 
"ก่อนเขียน ผมจะคิดพล็อตไว้ในใจก่อน แต่พอเขียนจะใช้เวลาไม่นาน พอลงมือเขียนก็จะไหลรื่น อาจจะเป็นเพราะผมเขียนไดอารี่ทุกวันตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย บางเรื่องกลายเป็นพล็อตที่ผมนำมาเขียนเรื่องสั้น บางเรื่องผมเขียนไว้ 8 ปีแล้วนำโยงเข้ากับเหตุการณ์ที่พบเจอทีหลังอีกหลายเหตุการณ์"
 
เรื่องสั้นทุกๆ เรื่องใน "เราหลงลืมอะไรบางอย่าง" เป็นประสบการณ์ที่วัชระสั่งสมบ่มเพาะมานานกว่า 10 ปี หลายเรื่องมีความสลับซับซ้อนหลากหลายประเด็น ซึ่งนั่นเป็นเจตนาของวัชระเอง เพราะเชื่อว่าเรื่องที่มีประเด็นเดียวจะขาดความหลากหลายและความเป็นสากล การเชื่อมโยงแต่ละเหตุการณ์ทำให้มีเสน่ห์น่าอ่านมากกว่า
 
"ผมได้รับอิทธิพลจากการอ่านมาก ทั้งวรรณ กรรมไทย โดยเฉพาะวรรณกรรมแปลของเมืองนอก วิธีเขียนของเขาจะโยงใยท้าทายความคิดมาก นักเขียนที่ผมชอบ เช่น การ์เบรียล การ์เซีย มาร์เกซ, อัลแบร์ กามู, จอห์น สไตน์เบ๊ก ยิ่ง ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ ผมถือว่าอัจฉริยะขั้นเทพ ช่วงหลังผมคลั่งไคล้งานของนักเขียนเทศมาก แต่นักเขียนของไทยอย่างพี่กนกพงศ์ พี่จำลอง ผมก็นับถือในระดับบรมครู หรืออย่างพี่ วัฒน์ วรรลยางกูร เขียน "ฉากและชีวิต" ผมอ่านแล้วร้องไห้"
 
แนวการเขียนที่ถนัด
 
"ผมชอบเขียนเรื่องแนวที่หนักๆ กดดัน รุนแรง เขียนแนวนี้แล้วมีความสุข การเขียนอะไรที่สบายๆ ไม่ใช่ผม และไม่มีเสน่ห์"
 
ความรู้สึกที่ได้ซีไรต์
 
"ครั้งแรกที่ทราบผล ผมดีใจมาก แต่ก็ประหลาดใจเพราะเป็นการรวมเล่มครั้งแรก คาดหวังเพียงให้ได้เข้ารอบ ทำให้ผมดีใจที่งานของผมได้แพร่หลายในมุมกว้าง ผู้อ่านได้รับรู้แนวคิดสังคมปัจจุบัน ช่วยกระตุ้นคนในสังคมให้ตระหนักอะไรบางอย่าง ผมอยากชี้ให้เห็นถึงความไม่สมบูรณ์บกพร่องของสังคม อยากจะปรับเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้นได้ อยากชี้ให้สังคมเห็นว่า ถ้าเราไม่หลงลืมอะไร บางอย่าง ทุกอย่างก็สามารถแก้ไขได้"
 
คิดว่า "เราหลงลืมอะไรบางอย่าง" โดนใจกรรม การตรงไหน
 
"คงเป็นแง่เนื้อหา กลวิธีการเขียน ผมจะไม่สรุปให้ผู้อ่านทราบทั้งหมด แต่จะแสดงให้เห็นเหตุการณ์แล้วให้คนอ่านตีโดยใช้วิจารณญาณตัวเอง แล้วแต่ใครหยิบอะไรออกไปจากเรื่องสั้นของผม"
 
ชีวิตหลังได้รับซีไรต์
 
"รางวัลซีไรต์ถือเป็นจุดเริ่มต้นของผม ไม่ถือว่าประสบความสำเร็จ เหมือนเป็นกำลังใจ เพราะเมื่อก่อนเวลาส่งต้นฉบับไปแต่ละครั้งจะรู้สึกกังวล จากนี้ไปคงจะทำงานได้ง่ายขึ้น และจะทำงานเขียนให้ดีขึ้นเรื่อยๆ"
 
ผลงานชิ้นต่อไปวัชระตั้งใจเขียนนวนิยายแนวสะท้อนสังคม ซึ่งเริ่มเขียนไปบ้างแล้ว
 
"ผมกลัวการเขียนนิยาย คิดว่านิยายยากกว่าเรื่องสั้น ทำอย่างไรจะจับอารมณ์ทำให้เรื่องกลมกลืน ผมไม่กลัวคำวิจารณ์ แต่ได้รางวัลแล้วกลัวต้องมานั่งวังเวงกับตัวเอง สยองกับความกดดันที่มีในการสร้างผลงานต่อไป ตอนนี้เขียนนิยายไปได้ครึ่งทางแล้ว"
 
แต่วันนี้อยากให้ลองอ่าน "เราหลงลืมอะไรบางอย่าง"
 
แล้วคุณจะรู้ว่าตัวเองหลงลืมอะไรไปบ้าง!
 
 
 
หลากทรรศนะจากกรรมการ
 
ชมัยภร แสงกระจ่าง
 
นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
 
"คณะกรรมการเห็นต้องกันว่า เมื่ออ่านแล้วรู้สึกยังไม่จบ ต้องหาคำตอบ ต้องถกเถียงกัน เนื้อเรื่องพยายามสื่อไปถึงสังคม เหมือนพยายามจะทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคดิจิตอล ความหลงเพลิดเพลินความร่ำรวย สะดวกสบายกลายเป็นอันตราย เป็นสิ่งลบในตัวมนุษย์ วิธีการการเขียนในเราหลงลืมอะไรบางอย่าง ทำให้คนอ่านตีความได้หลายนัยยะ เหมือนทุบหัวคนอ่านให้บ้าไปเลย เพราะเรื่องสลับซับซ้อน มีความคมเข้ม มีสิ่งที่ซ่อนไว้ หนังสือเล่มนี้มีความหมายต่อสังคม สะกิดเตือนใจเราที่อาจจะหลงเพริดไปกับการบูชาวัตถุ บูชาเงินทอง ให้กลับมาฉุกใจคิดว่าเรากำลังทำอะไรอยู่"
 
 
ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา
 
นายกสมาคมภาษาและหนังสือฯ, กรรมการตัดสิน
 
"ติดใจเนื้อหา สื่อสารได้มีพลัง และมีความคลุมเครือ ทำให้ผู้อ่านตีความได้หลายนัยยะ อ่านครั้งแรกรู้สึกงง ไม่เข้าใจว่าผู้เขียนสื่ออะไร แต่เมื่ออ่านละเอียด 2-3 ครั้งยอมรับว่าหลงเสน่ห์ ทำให้เราได้ฉุกคิด เชื่อว่าผู้ที่ได้อ่านจริงๆ อาจจะฉุกคิดตั้งแต่ชื่อเรื่อง หนังสือเล่มนี้ตีความได้มาก ทั้งเรื่องจิตสำนึกและอื่นๆ อีกมากมาย เรื่องสั้นเล่มนี้ใช้ภาพเปลี่ยนและสัญลักษณ์ได้ดี มีความฉงนฉงาย เล่นกับสัญชาตญาณของมนุษย์ เช่น ความศรัทธาต่ออุดมการณ์ของสังคม หรือสัญชาตญาณทางเพศของมนุษย์ เป็นต้น การพิจารณาตัดสินใจยืนยันว่าดูทั้งเนื้อหาสาระที่เข้มข้น กลวิธีการเล่าเรื่อง ยืนยันว่ามีพลังในการส่งสารได้จริงๆ"
 
 
ดร.สุรเดช โชติอุดมพันธ์
 
กรรมการตัดสิน
 
"เมื่ออ่านจบรู้สึกว่าเหมือนมีอะไรค้างอยู่ อ่านแล้วเหมือนตกอยู่ภายใต้ความไม่เข้าใจ จบลงด้วยคำถาม ผู้เขียนอยากให้เราคิดต่อ ในฐานะที่ผมเป็นอาจารย์และอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ เห็นว่าการตั้งคำถามเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น เมื่อผู้เขียนสามารถสร้างการคิดต่อได้ จึงเป็นเสน่ห์และพลังของเรื่องสั้นเล่มนี้ ขณะเดียวกันมีปมให้คิดต่อ และทุกเรื่องสั้นในเล่มมีปมที่ผูกเรื่องร้อยเรียงด้วยปมเดียวกัน เป็นคุณค่าอย่างดีในการเลือกเรื่องสั้นมารวมในเล่มและจบลงด้วยคำถาม"
 
 
ปัญญภัทร ศรีดี เรื่อง/ภาพ ที่มา นสพ.ข่าวสด
แนะนำเมื่อ 27ส.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 6,966,769 ครั้ง