แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

มุมมองต่อธุรกิจหนังสือไทย (3)

 

 
ร้านหนังสือทางเลือก
 
นอกจากโจทย์หลักที่ตั้งไว้ในตอนก่อนว่า ทำอย่างไรให้กลุ่มคนทำหนังสือทางเลือกที่มีคุณภาพอยู่รอดได้ท่ามกลางคลื่นลมทุนนิยมแล้ว อีกโจทย์หนึ่งที่สำคัญมาก คือ ทำอย่างไรให้ร้านหนังสืออิสระขนาดเล็ก หรือร้านหนังสือทางเลือกอยู่รอดได้ 
 
แม้ร้านหนังสือมีอยู่จำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นร้านเชนสโตร์ที่มีอำนาจต่อรองสูง สำหรับร้านใหญ่ยักษ์บางเจ้า หลายคนไม่กล้าเรียกว่าเป็น "ร้านหนังสือ" เพราะมันไม่มีจิตวิญญาณร้านหนังสือ ทำหน้าที่เป็นเพียงสถานที่เอาหนังสือในฐานะสินค้าชิ้นหนึ่งมาวางขาย คนขายไม่อ่านหนังสือ ไม่รู้จักหนังสือ จนวางหนังสือผิดที่ผิดทางไปหมด วีรกรรมคลาสสิกที่เคยพบเจอในร้านหนังสือทุนหนาเหล่านี้ เช่น การวางหนังสือ "เห็นถั่วงอกเป็นดอกบัว" หนังสือวิพากษ์ระบอบทักษิณของ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ หรือหนังสือ "คนไม่ใช่สัตว์เศรษฐกิจ" หนังสือเศรษฐศาสตร์การเมืองของผมเองไว้ในหมวดเกษตรกรรม ! 
 
ยิ่งถ้าร้านเชนสโตร์ใหญ่ ๆ เลือกวางแต่หนังสือที่ขายได้ขายดีตลาดนิยม ก็จะยิ่งกระทบคนทำหนังสือรายเล็กหรือคนทำหนังสือคุณภาพมากขึ้นไปอีก เดี๋ยวนี้อย่าว่าแต่จะ "ขายได้" หรือเปล่าเลย ขอแค่โอกาสให้ "ได้ขาย" ก่อน หลายเจ้าทำหนังสือเสร็จแล้วก็ยังไม่มีที่วางขาย บางร้านเห็นว่าขายยากเกินก็ไม่สั่งมาขาย หรือถ้าได้วางขาย (สักร้านละ 3-5 เล่มก็ดีใจกันสุด ๆ แล้ว) ก็โชว์ปกขายได้ 1-2 สัปดาห์ ต่อมาก็ถูกหันสันขายและโยกย้ายสู่พื้นที่ห่างไกลจากหน้าร้าน จนสุดท้ายก็เข้าสต๊อกหลังร้าน แล้วคนทำหนังสือจะอยู่อย่างไรถ้าหนังสือไม่ถูกวางให้คนอ่านได้มองเห็นและหยิบชม 
 
งานสัปดาห์หนังสือจึงมีความสำคัญมากสำหรับคนทำหนังสือ เพราะได้เงินสดไป ยืดลมหายใจทำหนังสือต่อ คนทำหนังสือเลยต้องแห่ขายหนังสือในงาน ปีหนึ่งมุ่งทำนา 2 ครั้ง (ตามศัพท์ของภิญโญ ไตรสุริยธรรมา แห่ง openbooks) นาปีสำหรับงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเดือนมีนาคม-เมษายน นาปรังสำหรับงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติเดือนตุลาคม คนซื้อก็แห่มาซื้อลดราคาในงาน คนซื้อหนังสือตามร้านยิ่งน้อยลง ร้านหนังสืออิสระขนาดเล็กที่ไม่ใช่เชนสโตร์ก็อยู่กันยากลำบากขึ้น 
 
ปัจจุบันร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่มีจิตวิญญาณร้านหนังสือมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก อำนาจต่อรองต่ำ เผชิญค่าเช่าราคาแพง ตลาดหนังสือก็เล็กแค่นี้ ลดราคาสู้งานหนังสือก็ไม่ได้ เจ้าของร้านหนังสือจะอยู่อย่างไรในประเทศที่คิดค่าเช่าร้านหนังสือเท่ากับร้านอาหารหรือร้านขายเสื้อผ้าในประเทศที่ระบบธุรกิจหนังสือเดินได้ด้วยงานหนังสือปีละ 2 ครั้ง 
 
คนทำร้านหนังสือก็ต้องขายกาแฟ อาหาร ขนม มาหารายได้เสริมกันไป ฝ่ายคนทำหนังสือก็ต้องอาศัยการออก เดินสายขายหนังสือตามงานสัมมนางานอภิปราย และงานหนังสือเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั่วทุกพื้นที่เพื่อหาเงินสดมาทำหนังสือต่อไป ดังเช่นโมเดลของชมรมหนังสือสัญจร ซึ่งสำนักพิมพ์ทางเลือกต่าง ๆ เช่น ฟ้าเดียวกัน อ่าน สามัญชน เวย์ ไบโอสโคป ไต้ฝุ่น สมมติ ฯลฯ รวมตัวกัน 
 
หากท่านผู้อ่านต้องการช่วยส่งเสริมสร้างสรรค์ธุรกิจหนังสือให้สมดุลและยั่งยืนขึ้นก็โปรดช่วยซื้อหนังสือตามร้านหนังสืออิสระขนาดเล็กโดยตรง ร้านทางเลือก เหล่านี้เปิดพื้นที่วางขายหนังสือดีมีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ และดำเนินกิจการโดยคนรักหนังสือ เรียกว่าได้ช่วยทั้งคนทำหนังสือดีและคนขายหนังสือดีไปด้วยพร้อมกันร้านเหล่านี้ในกรุงเทพมหานคร เช่น ร้านหนังสือเดินทาง (ผ่านฟ้า) ร้านประตูสีฟ้า (เอกมัย) ร้านก็องดิด (คอกวัว) ร้านศึกษิตสยาม (วัดราชบพิธ) ร้านริมขอบฟ้า (ราชดำเนิน) เป็นต้น ส่วนในต่างจังหวัด เช่น ร้านหนัง (สือ) 2521 (ภูเก็ต) ร้านคาโมเมะ (นครราชสีมา) ร้านเล่า (อ.เมือง เชียงใหม่) ร้านสามัญชน (อ.หางดง จ.เชียงใหม่) ร้านเอกาลิเต้ (ลำปาง) ร้านฟิลาเดลเฟีย (อุบลราชธานี) เป็นต้น 
 
บทบาทของสมาคมนักเขียน
 
ผมขอปิดท้ายบทความชุด "มุมมองต่อธุรกิจหนังสือไทย" ด้วยการกล่าวถึงบทบาทของสมาคมนักเขียนสักเล็กน้อย
 
ที่ผ่านมาสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยได้ทำกิจกรรมที่มีประโยชน์แก่วงการมากมาย เช่น การอบรมการเขียน การสัมมนานักเขียน การยกย่องเชิดชูนักเขียนอาวุโส กิจกรรมพบปะนักอ่าน ฯลฯ ซึ่งผมรู้สึกเคารพนับถือทีมผู้บริหารสมาคมที่เสียสละมาทำงานส่วนรวมเพื่อพัฒนาวงการ 
 
แต่ผมอยากให้สมาคมให้ความสนใจเรื่องการออกแบบ-ผลักดัน-เคลื่อนไหวในเชิงระบบมากขึ้น โดยเฉพาะทำหน้าที่ในการปกป้องสิทธิประโยชน์ของนักเขียน หรือเป็นตัวกลางในการรวมกลุ่มนักเขียนเพื่อต่อรองแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์ระหว่างสำนักพิมพ์กับนักเขียนให้เป็นธรรมมากขึ้นกล่าวคือ ทำหน้าที่คล้ายจะเป็นสหภาพนักเขียนมากขึ้น (ในแง่นี้อาจรวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้านการผลิตอื่น ๆ ด้วย เช่น พนักงานพิสูจน์อักษร พนักงานออกแบบ พนักงานจัดหน้า บรรณาธิการเล่ม เป็นต้น) 
 
ตัวอย่างของประเด็นที่น่าจะผลักดันเคลื่อนไหว เช่น เรื่องค่าลิขสิทธิ์การเขียนหรือการแปล ซึ่งเราเคยได้ยินข่าวว่าบางสำนักพิมพ์เริ่มอยากจะจ่ายค่าลิขสิทธิ์ตามยอดขาย ไม่ใช่ยอดพิมพ์ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หรือหากจ่ายตามยอดพิมพ์ควรมีจำนวนพิมพ์ขั้นต่ำที่ใช้เป็นฐานการคำนวณค่าลิขสิทธิ์ผู้เขียนหรือไม่ หรือทำหน้าที่เป็นตัวกลางรับเรื่องร้องเรียนและมีส่วนในการร่วมจัดการกรณีที่สำนักพิมพ์จ่ายค่าต้นฉบับนักเขียนช้ามาก หรือเบี้ยวไม่จ่ายเงิน หรือมีการกำหนดสัญญาไม่เป็นธรรม กระทั่งการออกแบบระบบสวัสดิการของนักเขียน เป็นต้น
 
 
 
ตีพิมพ์ครั้งแรก : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 ธันวาคม 2553
ปกป้อง จันวิทย์.
แนะนำเมื่อ 24ก.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,586,174 ครั้ง