แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

มุมมองต่อธุรกิจหนังสือไทย (2)

 

 
คำถามรากฐานของธุรกิจหนังสือ 
 
พ้นไปจากเรื่องบทบาทของภาครัฐที่กล่าวถึงแล้วในตอนก่อน ปัจจัยเชิง "วัฒนธรรม" ก็ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อธุรกิจหนังสือ คำถามรากฐานคือ สังคมไทยเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมการอ่านหรือไม่ เป็นสังคมที่ผู้คนแสวงหาความรู้ด้วยการอ่านหรือไม่ หรือ คนไทยหาความรู้และข้อมูลด้วยการฟังการพูดคุยเป็นหลัก แต่ไม่อ่านหนังสือ 
 
ประเด็นนี้โยงไปถึงคำถามที่ว่า ผู้อ่านส่วนใหญ่คาดหวังหรือต้องการอะไรจากการอ่าน ทำไมพวกเขาจึงคาดหวังหรือต้องการเช่นนั้น สาเหตุแห่งความล้มเหลวของวงการหนังสือที่ผ่านมาเป็นเพราะผู้อ่านไม่มีตัวเลือก ไม่มีหนังสือดีพอในตลาด หรือเป็นเพราะวัฒนธรรมการอ่านที่ถูกปลูกฝังกันมาทำให้สนใจอ่านแต่หนังสือแบบพิมพ์นิยมหรือประชานิยมเป็นหลัก หรือว่าเอาเข้าจริง คนอ่านเขาไม่ได้คิดอยากจะซื้อหนังสือ แต่มองหนังสือเป็นเพียงแค่สินค้า มีหน้าที่ให้ความบันเทิง อยากซื้อเรื่องราวข่าวฉาว อยากซื้อสิ่งของที่ถูกพูดถึง อยากก้าวทันแฟชั่น อยากซื้อเพื่อให้พูดคุยกับคนอื่นรู้เรื่อง หรืออยากซื้อเพราะใคร ๆ ก็ซื้อกัน 
 
หากวัฒนธรรมการอ่านเป็นดังประการหลัง ๆ ตลาดหนังสือจริง ๆ ที่เป็นหนังสือดีมีคุณภาพคงอยู่อย่างลำบาก จะให้รัฐบาลช่วยเหลือมากเพียงใดก็คงถมไม่มีวันเต็ม มิใช่ว่าจะกล่าวโทษคนอ่านแต่เพียงฝ่ายเดียว ฝั่งคนทำหนังสือเองก็ต้องตั้งคำถามตนเองเช่นกันว่า ได้วางตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองไว้อย่างไร อยากทำหนังสือเพื่อขาย แสวงหากำไรเป็นสรณะ หรืออยากทำหนังสือเพื่อสร้างความรู้ สร้างปัญญาแก่สังคม, ต้องการเพียงแค่เอาใจสังคม เดินไปเท่าที่สังคมไปถึง หรือต้องการมีบทบาท ก้าวนำ ชี้นำ หรือเปลี่ยนแปลงสังคม 
 
โดยรวมแล้ว ตลาดหนังสือในปัจจุบันจึงเป็นความบิดเบี้ยวของทั้งฝ่ายผู้บริโภคและ ผู้ผลิต รวมถึงภาครัฐด้วย
 
เพิ่มความหลากหลาย-ขยายตลาดหนังสือ
 
โจทย์ใหญ่ของวงการหนังสือไทยในปัจจุบันอีกประการหนึ่งก็คือ เราจะทำอย่างไรให้ผู้ผลิตรายเล็กหรือผู้ผลิตอิสระที่ทำหนังสือดีแต่ตลาดไม่นิยม/ประชาไม่นิยม อยู่ได้ในตลาด ที่ผ่านมาเราปล่อยให้พวกเขาอยู่ตามยถากรรม แบกอุดมคติและภาระจนหลังแอ่น หมดแรงเมื่อใดก็เลิกทำกันไป หรือไม่ก็ต้องวิ่งหาเงินด้วยสารพัด วิธีเพื่อมาทำหนังสือที่เขารัก 
 
ภาครัฐควรเข้ามามีบทบาทในเชิงโครงสร้าง ผ่านการออกแบบระบบภาษี ระบบให้ทุนสนับสนุน ระบบสินเชื่อราคาถูก ฯลฯ ที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตหนังสือดีมีคุณภาพ โจทย์หลักคือจะออกแบบกฎกติกาอย่างไรให้ตลาดหนังสือมีความหลากหลาย ให้ตลาดหนังสือดีมีคุณค่าทางปัญญาคงอยู่ได้ และให้ผู้ผลิตหนังสือขนาดเล็กหรือผู้ผลิตหนังสืออิสระอยู่ได้ 
 
ผมอยากเห็นตลาดหนังสือที่มีความหลากหลาย มีทางเลือกให้ผู้อ่านที่มีความหลากหลายเช่นกัน ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าตลาดหนังสือควรจะมีแต่หนังสือคุณภาพเข้มข้น สูงส่งทางปัญญา ต้องปีนบันไดกันขึ้นไปอ่านอยู่บนหอคอยเท่านั้น หรือไม่ใช่ว่าจะดูถูกหนังสือประชานิยมทั้งหลายผมเพียงแต่จะบอกว่าในฐานะคนอ่าน เราอยากอ่านหนังสือที่หลากหลาย ตอบสนองรสนิยมคนหลาย ๆ ประเภท ตอบสนองความสนใจหรือการใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย ใครอยากอ่านอะไรแนวไหนก็มีให้เลือกอ่าน ซึ่งโครงสร้างตลาดหนังสือในปัจจุบันไม่ได้มีคุณลักษณะเช่นนี้ เพราะนับวันกลับยิ่งทำลายความหลากหลายไม่มีพื้นที่ให้หนังสือบางประเภท (หรือ หลายประเภท) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนังสือดี มีคุณภาพ 
 
เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ ทำอย่างไรที่จะให้ตลาดหนังสือมีขนาดใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีก ผมคิดว่าตลาดหนังสือยังเติบโตได้อีกมาก ยอดพิมพ์หนังสือปกติทั่วไปประมาณ 2,000-3,000 เล่ม ผมคิดว่ายังน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ตาม ตลาดหนังสือไทยควรจะใหญ่ขึ้นได้อีก ซึ่งจะทำให้นักเขียนอยู่ได้มากขึ้นจากค่าลิขสิทธิ์ที่เพิ่มขึ้น สำนักพิมพ์ก็อยู่ได้มากขึ้นจากการขาย โจทย์ใหญ่คือจะทำให้เค้กทั้งก้อนใหญ่ขึ้นได้อย่างไร นอกเหนือจากโจทย์เรื่องจะแบ่งเค้กกันอย่างเป็นธรรมและทั่วถึงได้อย่างไร ซึ่งได้กล่าวไว้ในตอนที่แล้ว 
 
วิธีทำให้เค้กทั้งก้อนใหญ่ขึ้นคงไปหวังพึ่งภาครัฐเป็นหลักไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับวัฒนธรรมการหาแสวงความรู้ด้วยการอ่านของผู้บริโภคมากกว่า รวมถึงกระบวนการศึกษาหาความรู้ของระบบการศึกษาไทยด้วยทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน 
 
ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหนังสือทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ประเด็นสำคัญที่ผมย้ำเสมอคือ ในกรณีของสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก สำนักพิมพ์คุณภาพ นักเขียนคุณภาพ แต่ไม่ขายจะอยู่อย่างไร ข้อมูลของบริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ปี 2552 ชี้ว่า ประเภทของหนังสือที่พิมพ์ออกมามากที่สุด คนซื้อมากที่สุด และเติบโตมากที่สุด คือหนังสือวรรณกรรม น่าสนใจว่าวรรณกรรมที่ว่าคือวรรณกรรมลักษณะใด หากมิใช่วรรณกรรมวัยรุ่นหรือวรรณกรรมแปลชื่อดัง สภาพการณ์อาจจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามด้วยซ้ำ ความเฟื่องฟูดังกล่าวคงไม่ใช่วรรณกรรมในความหมายที่คอหนังสือเข้าใจ ดังเช่น หนังสือชุดวรรณกรรมไทยของแพรวสำนักพิมพ์ภายใต้การดูแลของจตุพล บุญพรัด วรรณกรรมของสำนักพิมพ์สามัญชนของเวียง วชิระ บัวสนธ์ สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรมของนิวัต พุทธประสาท หรือ กวีนิพนธ์ของสำนักพิมพ์ชายขอบของสฤณี อาชวานันทกุล ฯลฯ เป็นแน่ 
 
เรามักฝากความหวังของวงการหนังสือกับคน เรียกร้องให้คนทำหนังสือดี เรียกร้องให้คนอ่านหนังสือดี แต่เราไม่ค่อยตั้งความหวังไว้กับระบบ วงการหนังสือไทยรอแต่คนดีกับคนบ้า ที่กล้าทำอะไรสวนตลาด โจทย์สำคัญกว่าคือทำอย่างไรให้ระบบขับเคลื่อนด้วยตัวมันเอง หวังพึ่งแค่รัฐไม่ได้มิหนำซ้ำถ้าภาครัฐมีบทบาทสูงในเชิงกำกับดูแลว่า หนังสือเล่มไหนดี เล่มไหนไม่ดี ผมก็มองด้วยสายตากริ่งเกรงว่า ภาครัฐมีปัญญาตัดสินเรื่องนี้หรือเปล่า เพราะจากบทบาทที่ผ่านมาสะท้อนว่า ภาครัฐไม่มีองค์ความรู้และภูมิปัญญาเรื่องศิลปวัฒนธรรมมากนัก 
 
ทางออกที่ยั่งยืนกว่าควรย้อนกลับมายังวงการหนังสือด้วยกันเอง ว่าทั้งวงการจะช่วยกันขับเคลื่อนระบบให้ตลาดหนังสือทำงานได้สมบูรณ์ขึ้น ชุมชนคนหนังสือร่วมมือกันแข็งขันขึ้นได้อย่างไร สำนักพิมพ์ใหญ่ บริษัทใหญ่หลายแห่งพูดถึงเรื่องซีเอสอาร์ แต่ซีเอสอาร์ของหลายบริษัทที่ทำกันมาเป็นซีเอสอาร์ปลายทาง เช่น นำหนังสือไปบริจาคบ้าง แต่ซีเอสอาร์แท้ ๆ ที่ต้นทางก็มีความสำคัญมากเช่นกัน เช่น ปีหนึ่งช่วย แบ่งสรรเงินสักก้อนมาพิมพ์หนังสือดี ๆ ที่คิดว่าขายไม่ได้ง่าย ๆ ในตลาด แต่มีคุณค่าสูง บ้างจะได้ไหม 
 
หรือจะใช้โมเดลให้คนในวงการหนังสือร่วมกันลงขันตั้งกองทุนเงินสนับสนุนการจัดทำหนังสือดี จะมีสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพก็ได้ หรือกลุ่มทุนขนาใหญ่ในวงการหนังสือเป็นเจ้าภาพก็ได้ รัฐบาลจะช่วยสมทบเงินส่วนหนึ่งในอัตราส่วนเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับเงินลงขันของเอกชนก็ว่ากัน สมาชิกของสมาคมอาจจะช่วยสมทบลงขันกันตามกำลังความสามารถและศรัทธา แล้วให้คนในวงการหนังสือบริหารจัดการเงินก้อนนีกันเอง ตั้งคณะกรรมการกองทุน กรรมการอาจจะมาจากตัวแทนผู้ลงขัน รายใหญ่จำนวนหนึ่ง มีตัวแทนภาครัฐอยู่ได้บ้าง ตัวแทนผู้ผลิตขนาดเล็ก และมีตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งในหมู่สมาชิกด้วยกันเอง มีหน้าที่พิจารณาให้ทุนสนับสนุน การจัดพิมพ์หนังสือดีมีคุณค่าที่ตลาดไม่ทำงาน 
 
การดูแลกันเองของวงการหนังสือน่าจะดีกว่าการให้รัฐบาลมากำกับดูแล เพราะจริง ๆ แล้วรัฐบาลไม่เข้าใจหรอกว่าวงการหนังสือเป็นอย่างไร ต้องให้คนในวงการหนังสือมาดูแลและช่วยเหลือกันเองเป็นหลัก แต่ถามกลับว่าผู้ผลิตรายใหญ่ทุนหนายินดีเสียสละไหมในเรื่องกองทุน สมาคมผู้ผลิตฯมีศักยภาพพอในการจัดการหรือไม่ คนในธุรกิจหนังสือพร้อมที่จะดูแลจัดการกันเองหรือยัง สามารถสรรหาคณะกรรมการที่น่าเชื่อถือกันเองได้ไหม 
 
นี่เป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของคนในวงการหนังสือด้วยกันเอง
 
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 พฤศจิกายน 2553
ปกป้อง จันวิทย์
แนะนำเมื่อ 24ก.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,551,080 ครั้ง