แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

มุมมองต่อธุรกิจหนังสือไทย (1)

 

 
หากพิจารณาเพียงผิวเผิน หนังสือก็เป็นสินค้าประเภทหนึ่ง แต่แท้ที่จริง หนังสือมีความแตกต่างจากสินค้าเพื่อการบริโภคทั่วไป ตรงที่เป็นสินค้าที่เกี่ยวพันกับวัฒนธรรมและปัญญา หนังสือดีมีมูลค่าใช้สอยที่เป็นประโยชน์ และประโยชน์ที่ว่าไม่ได้ตกอยู่กับตัวคนอ่านเองเท่านั้น แต่สร้างประโยชน์ต่อสังคมอีกทอดหนึ่งด้วย 
 
หากผู้คนในสังคมอ่านหนังสือมาก ฉลาดรอบรู้ขึ้นมาก คน-ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะแรงงาน ผู้บริโภค ผู้ผลิต ผู้กำหนดนโยบาย หรือพลเมือง-ก็มีคุณภาพมากขึ้น สังคมย่อมมีคุณภาพมากขึ้นตามไปด้วย นักเศรษฐศาสตร์เรียกกิจกรรมที่มีลักษณะเช่นนี้ว่าส่งผลกระทบภายนอกด้านบวก (positive externality) ซึ่งหมายถึง กิจกรรมที่การผลิตหรือการบริโภคไม่ได้ให้ประโยชน์เฉพาะต่อตัวผู้ผลิต หรือผู้บริโภคโดยตรงเท่านั้น แต่สังคมส่วนรวมได้ประโยชน์ด้วยพร้อมกัน 
 
บางคนอาจจะไม่ได้มองหนังสือเป็นแค่สินค้าเพื่อการบริโภคด้วยซ้ำ แต่มองการซื้อหนังสือเหมือนเป็น "การลงทุน" เพราะการอ่านหนังสือช่วยให้เราเข้าใจโลกมากขึ้น เป็นคนที่สมบูรณ์ขึ้น เพิ่มศักยภาพในการทำงาน ทำให้เราเก่งขึ้น มีฝีมือขึ้น ซึ่งช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมให้ตัวคนอ่านในอนาคตได้ด้วย 
 
ในปัจจุบัน วงการหนังสือก็เหมือนกับธุรกิจอื่น ๆ ที่ระบบทุนนิยมหรือระบบตลาดเข้ามามีอิทธิพลครอบงำมากขึ้นเรื่อย ๆ ตลาดหนังสือขยายตัวมากขึ้นทุกปี จากข้อมูล "ที่สุดในธุรกิจหนังสือ ปี 2552" ซึ่งรวบรวมโดยบริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) พบว่า ในปี 2552 มีหนังสือออกใหม่ที่ขอ ISBN จากหอสมุดแห่งชาติประมาณ 26,745 ปก ในจำนวนนี้เข้าร้านหนังสือ (ซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์) 13,624 ปก เฉลี่ยแล้วมีหนังสือออกใหม่วันละ 37 เล่ม และแนวโน้มการเติบโตอยู่ในระดับใกล้เคียงกันนี้มาตลอด 10 ปีหลัง 
 
จากข้อมูลพื้นฐานดังกล่าว คำถามตามมาที่น่าสนใจคือ 
 
หนึ่ง ตลาดหนังสือที่ว่าเติบโตขึ้นเป็นหนังสือประเภทใด ผู้ผลิตนิยมผลิตหนังสืออะไร เป็นหนังสือที่ให้ปัญญามากน้อยเพียงใด 
 
สอง คนซื้อนิยมซื้อหนังสืออะไร เพราะอะไร ซื้อแล้วได้อ่านหนังสือหรือไม่ 
 
สาม การกระจายผลได้หรือส่วนเกินจากตลาดหนังสือที่เติบโตขึ้น เป็นไปอย่างเป็นธรรมระหว่างตัวละครต่าง ๆ ในตลาดหนังสือ (นักเขียน สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์ สายส่ง ร้านหนังสือ) เพียงไร อย่างไร เค้กส่วนใหญ่ตกอยู่กับใคร ผลได้จากความเฟื่องฟูของธุรกิจหนังสือกระจุกตัวอยู่แต่กับผู้ผลิตรายใหญ่ ซึ่งมีอำนาจในตลาดหนังสือมาก และประกอบธุรกิจครบวงจรเท่านั้นหรือไม่ ขณะที่ชีวิตของผู้ผลิตรายเล็ก หรือผู้ผลิตอิสระกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่งหรือไม่ อย่างไร 
 
ลำพังการดูตัวเลขในภาพรวม อาจจะยังไม่เพียงพอในการสรุปว่า สถานการณ์ของธุรกิจหนังสือในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้น่าพอใจแล้ว หากควรพิจารณาประเด็นปลีกย่อยข้างต้นว่า หนังสือประเภทใดเติบโต ใครเติบโต และตลาดหนังสือภายใต้ระบบทุนนิยมไทยตอบสนองเชิงปัญญาหรือไม่ อย่างไร 
 
บทบาทของรัฐในธุรกิจหนังสือ 
 
ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เสนอว่า สำหรับสินค้าที่ส่งผลกระทบภายนอกด้านบวกต่อสังคม ไม่ว่าจะในแง่การผลิตหรือการบริโภค รัฐบาลควรเข้ามามีบทบาทสนับสนุนเพื่อให้มีการผลิตและการบริโภคจำนวนมาก เพราะสังคมจะได้ประโยชน์ไปด้วยพร้อมกัน หากรัฐบาลไม่เข้ามามีบทบาทสนับสนุนอย่างเหมาะสม ราคาสินค้าจะอยู่ในระดับสูงเกินไป ซึ่งกีดกันการเข้าถึงของผู้บริโภค ผู้คนในสังคมจะอ่านหนังสือน้อยเกินไปกว่าระดับที่สังคมได้ประโยชน์สูงสุด 
 
ตรรกะที่รัฐบาลควรจะเข้ามาสนับสนุนวงการหนังสือ เป็นตรรกะที่ใกล้เคียงกันกับการเข้ามาลงทุนในมหาวิทยาลัยรัฐและโรงพยาบาลรัฐ แต่วิธีไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน รัฐบาลไม่จำเป็นต้องเข้ามาเป็นผู้ผลิตหนังสือเสียเอง เพราะผู้ผลิตเอกชนในตลาดมีจำนวนมากแล้ว ทำหน้าที่ได้ดี และโครงสร้างตลาดก็มีการแข่งขันในระดับที่น่าพอใจ สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือมาตรการที่ช่วยลดต้นทุนของทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภค เพื่อให้ตลาดหนังสือขยายตัวมากขึ้น เช่น มาตรการลดภาษีอย่างการลดภาษีกระดาษ หรือการอนุญาตให้นำรายจ่ายซื้อหนังสือไปหักลดหย่อนภาษีได้ เป็นต้น โจทย์ใหญ่คือ ทำอย่างไรให้หนังสือราคาถูกลง ให้คนเข้าถึงตลาดหนังสือได้มากขึ้น 
 
นอกจากนั้น โจทย์สำคัญอีกโจทย์หนึ่งคือ ทำอย่างไรให้หนังสือประเภทที่ "ตลาดไม่ทำงาน" สามารถอยู่ได้ภายใต้ระบบตลาดด้วย หนังสือประเภทนี้คือ เหล่าหนังสือดีมีคุณภาพให้ปัญญา แต่ขายยากหรือขายไม่ได้ เพราะไม่เป็นที่นิยมของตลาดทั่วไป 
 
ไม่ใช่ว่าใครทำหนังสือดีต้องเจ๊งทุกรายไป เพราะตลาดไม่อ่าน ตลาดสนใจหนังสือแบบอื่น เช่น หนังสือแฉชีวิตรักส่วนตัว หนังสือที่เป็นสินค้าทอล์กออฟเดอะทาวน์ แต่ตลาดมักไม่ค่อยเห็นค่าของหนังสือดีมีคุณภาพให้ปัญญา ทำอย่างไรให้หนังสือประเภทหลังอยู่รอดได้ด้วย มิพักต้องพูดถึงว่า สำนักพิมพ์ผู้ผลิตหนังสือดีมีคุณภาพจำนวนไม่น้อยเป็นกลุ่มคนทำหนังสือขนาดเล็กและอิสระ แต่กลับต้องแบกรับภาระทางการเงินอย่างหนัก 
 
ในประเด็นนี้ ภาครัฐอาจเข้ามาช่วยเรื่องการจับคู่ระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค เช่น ใช้เป็นหนังสือประกอบการเรียนการสอนในโรงเรียนรัฐหรือมหาวิทยาลัยของรัฐ มีส่วนร่วมในการให้ทุนสนับสนุนผู้ผลิตรายเล็กที่ผลิตหนังสือดีมีคุณค่า หรือการันตีรับซื้อหนังสือจำนวนหนึ่งเมื่อผลิตแล้วเสร็จ 
 
ตลาดหนังสือมีผู้เล่นหลายระดับ การสนับสนุนจึงควรพิจารณาจากสองมิติคือ ขนาดของผู้ประกอบการ และประเภทของหนังสือที่ควรสนับสนุน สำหรับผู้ผลิตรายใหญ่ซึ่งมีสายป่านยาว มีกำลังทุนมากเพียงพอ และมีกลไกที่ครบวงจร และ/หรือ สำหรับหนังสือประเภทที่ตลาดทำงานได้ดีอยู่แล้ว อาจไม่ใช่เป้าหมายหลักของการสนับสนุน 
 
มาตรการสนับสนุนวงการหนังสือหลายมาตรการไม่ใช่เรื่องใหม่ เราได้ยินกันมานาน แต่แทบไม่มีความคืบหน้า เป็นเพียงคำพูดสวยหรูเท่านั้น วงการหนังสือควรกดดันผลักดันกันไปอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ความช่วยเหลืออีกหลายมาตรการ เช่น การให้ทุนสนับสนุนผู้ผลิตหนังสือดี อาจฟังดูดีในเชิงหลักการ แต่พอปฏิบัติจริงในสังคมไทย อาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง 
 
หากให้อำนาจการตัดสินใจอยู่กับฝ่ายรัฐ มาตรการดังกล่าวจะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าภาครัฐเข้าใจวงการหนังสือมากน้อยเพียงใด รู้จักตัวละครในตลาดมากน้อยเพียงใด รสนิยมของภาครัฐเป็นอย่างไร กระบวนการช่วยเหลือเป็นไปอย่างถูกต้องเป็นธรรมหรือไม่ กระบวนการจัดสรรทุนสนับสนุนเป็นอย่างไร ใครเป็นกรรมการ กรรมการมีที่มาอย่างไร ใครเป็นผู้มีสิทธิยื่นขอทุน เฉพาะสำนักพิมพ์ขนาดเล็กเท่านั้นหรือไม่ ขอทุนทำหนังสือประเภทใดได้บ้าง แล้วจะนิยามเรื่องต่าง ๆ กันอย่างไร ไม่ว่านิยามของสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก หรือนิยามของหนังสือดีมีคุณภาพ 
 
ประเด็นเหล่านี้เปิดช่องให้มีการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม และเป็นช่องทางสำหรับการแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจได้ และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เราเรียนรู้ว่าไม่ควรไว้ใจองค์ความรู้และรสนิยมของภาครัฐเรื่องหนังสือ (และวัฒนธรรมอื่น ๆ) เท่าใดนัก
 
 
 
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม 2553
บทความโดย : ปกป้อง จันวิทย์
แนะนำเมื่อ 24ก.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,604,201 ครั้ง