แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

กลิ่นหมองเศร้า…เคล้าสุนทรี ของ ภาณุ ตรัยเวช

 

 
 “...พบสกผสมยบดอกดอก รพรรณทงมน กอสปอดนดนวยบง ลงลงลง งงพดปด ผบลนททซวย อออพษธนยวง”
       
        
            ให้ตายเถอะ นี่มันภาษามนุษย์ต่างดาวหรืออย่างไร? แต่ถึงแม้จะงงงวยเพียงใด ก็ไม่จำเป็นต้องถามหาความหมายของตัวหนังสือที่ร้อยเรียงกันอย่างพิสดารของนักเขียนผู้หนึ่งให้มากความ เพราะมีคนตั้งคำถาม และบริภาษได้โดนใจเรายิ่งกว่า เป็นต้นว่า
 
            “เขียน และอ่านเฉพาะผู้ป่วยโรคจิต” “รู้สึกเปลืองหมึกแทนสำนักพิมพ์” รวมทั้ง “น่าจะไปหัดเรียนภาษาไทยกับเด็กอนุบาล”
        
            ...ทว่า ณ ห้วงขณะหนึ่ง คำพูดทำนองนี้กลับแปรเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้า
       
        
            “คนปัจจุบันชอบเสพอะไรที่ดูมีปัญญา ความฉลาดเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่งเหมือนทรงผม การแต่งกาย ศิลป์ภาษากับการอ่านรู้เรื่องไม่รู้เรืองกลายเป็นเรื่องรอง อันที่จริงยิ่งอ่านไม่รู้เรื่องสิยิ่งดี เพราะได้อวดภูมิแสร้งทำเป็นว่ากูเก่ง กูเข้าใจ…ปัจจุบัน มีหลายคนยกย่องบูชาเขาเป็นเทพเจ้าแห่งวงการวรรณกรรม แต่กลับไม่มีสักคนอ่านงานเขารู้เรื่อง…”
       
       
            เออหนอ “วรรณกรรมตกสระ” หนึ่งในเรื่องสั้นที่ถูกรวบรวมเป็นรูปเล่มชื่อเดียวกัน ผลงานของ ภาณุ ตรัยเวช ช่างจิกกัดสังคม “ทรงภูมิ” ได้แสบสันต์นัก
  
        
            “เรื่องสั้น ‘วรรณกรรมตกสระ’ มันสะท้อนภาพสังคมประมาณ 5 ปีที่แล้วได้ดี คือช่วงที่มีกระแสเด็กแนว มีคนเริ่มเขียนอะไรที่อ่านแล้วเข้าใจยาก เกิดกระแสที่คนชอบทำตัวลึกลับ ซึ่งเรื่องสั้นนี้ก็สะท้อนสถานการณ์ช่วงนั้น สะท้อนถึงนักเขียนที่เขียนหนังสือโดยไม่ใช้สระเลย เขียนแล้วคนอ่านไม่รู้เรื่อง ผู้คนไม่ให้การยอมรับ พากันก่นด่า แต่เมื่อมาถึงยุคหนึ่งก็มีคนหันมาสนใจงานแนวนี้ งานของเขาเริ่มถูกพูดถึง ในความรู้สึกผม จึงมองว่ารวมเรื่องสั้นเล่มนี้มันสะท้อนยุคสมัยเมื่อ 5 ปีที่แล้วได้ดีกว่า แต่เมื่อเอากลับมาอ่านอีกในตอนนี้ ผมว่ากระแสของงานวรรณกรรมมันก็เปลี่ยนไปแล้ว มันกำลังเข้าสู่อีกยุคหนึ่ง “วรรณกรรมตกสระ” มันอาจกลายเป็น “แคปซูลเวลา” ไปแล้วก็ได้”
       
        
            เมื่อตอบรับคำเชิญ ให้เกียรติมานั่งสนทนาตามประสา “โต๊ะน้ำหมึก” ภาณุ ตรัยเวช ก็เริ่มต้นบอกเล่าถึงเรื่องสั้นของตัวเขาเอง หลังได้ยินคำถามจากเราว่า รวมเรื่องสั้นในชื่อ “วรรณกรรมตกสระ” ของเขา ซึ่งผ่านเข้ารอบตัดสินรางวัลซีไรต์ประจำปี 2551 นี้ มีความ “ร่วมสมัย” เพียงใด
       
        
            ภาณุ ขยายความเพิ่มเติม ว่า ผลงานรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ของเขาอาจเรียกว่ามีความร่วมสมัยก็ได้ แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็นเรื่องเก่า เพราะก่อนจะรวมเล่ม หลายเรื่องก็เคยตีพิมพ์ตามหน้านิตยสารมากว่า 3 ปีแล้ว ซึ่งนับเป็นเหตุผลประการหนึ่งของความแตกต่างระหว่างเล่มนี้ และ เด็กกำพร้าแห่งสรวงสวรรค์ รวมเรื่องสั้นที่เคยผ่านเข้ารอบ 10 เล่มสุดท้าย รางวัลซีไรต์ ปี 2549
       
        
            “ความต่างระหว่างสองเล่มนี้ก็คือ ใน 'เด็กกำพร้าแห่งสรวงสวรรค์' นั้น ผมเขียนขึ้นมาด้วยความคิดที่ว่า ถ้าจะเขียนหนังสือออกมาแล้วให้ยืนอยู่ในตลาดได้ ก็ต้องส่งชิงรางวัล คือเป็นเล่มที่เขียนขึ้นมา เพื่อจะส่งชิงซีไรต์เลย ขณะที่ 'วรรณกรรมตกสระ' ค่อยๆ เขียนขึ้นทีละนิด เขียนตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาตรี ค่อยๆ สะสมเรื่องมา แล้วค่อยนำมารวมเล่มในคราวเดียว ถ้าคุณอ่านแล้วก็จะเห็นว่า วรรณกรรมตกสระ มีความใจเย็นมากกว่า ขณะที่เด็กกำพร้าแห่งสรวงสวรรค์ มันจะมีคำพูดในแบบที่คนเขียนอยากลองปล่อยของ มีคำพูดแรงๆ แต่วรรณกรรมตกสระ ใจเย็น และมีความเป็นมิตรกับผู้อ่านมากกว่า”
   
            เมื่อแรกเริ่มสนทนา คุณบอกว่าวรรณกรรมกำลังเดินทางเข้าสู่อีกยุคหนึ่ง ขยายความโดยละเอียดได้ไหม?
       
        
            “ขอพูดในมุมมองของผมก็แล้วกัน ผมมองว่ามันเป็นยุคที่วรรณกรรม “ เพื่อชีวิต” กลับมาอีกครั้งหนึ่ง แต่เป็น “ เพื่อชีวิต” ยุคใหม่นะครับ อย่างช่วงนี้ เราจะเห็นกันมากเลย เรื่องที่ออกมาในแนวตลก ขำขัน แต่ขณะเดียวกัน ก็แทรกแนวคิดเสียดสีสังคม เช่นเรื่องสั้นล้อกระแสจตุคามฟีเวอร์นี่ก็เห็นเยอะมาก รวมทั้งการกลับมาของ ‘ช่อการะเกด’ ด้วย เหล่านี้แหละทำให้ผมมองว่ามันคือการกลับมาของวรรณกรรม เพื่อชีวิต เพียงแต่เป็น เพื่อชีวิตในสังคมยุคใหม่”
       
        
             “สำหรับผมแล้ว ไม่ว่าอย่างไร งานแนว เพื่อชีวิต จะหลุดจากวงการวรรณกรรมไปไม่ได้เลย ยังไงก็ต้องโผล่มาทุกปี แต่อาจจะมีในปีที่คุณปราบดา หยุ่น ได้รางวัลซีไรต์ ซึ่งกระแสแนว โพสต์ โมเดิร์น มาแรงมากๆ แต่ถ้ากลับมามองงานที่เข้ารอบซีไรต์ปีนี้ ผมก็มองว่ามันยังมีงานหลากหลาย ทั้งแนว เพื่อชีวิต และแนวที่เน้นความเป็นปัจเจกมากๆ สะท้อนภาพของสังคมเมือง ซึ่งตรงข้ามกับแนว เพื่อชีวิต"
        
            "สิ่งที่น่าสนใจก็คือ มันอาจมาถึงยุคเปลี่ยน คือ เป็นยุคที่คนเริ่มเอียนกับวรรณกรรมแนวสะท้อนความกลวงเปล่าของสังคม แนวตัวตน ปัจเจก หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่าแนว 'มูราคามิ'  ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้วรรณกรรมแนว เพื่อชีวิตกลับมา แต่วรรณกรรม เพื่อชีวิตที่กลับมาก็ไม่ได้ตอบสนองคนในสังคมยุคนี้ได้มากมายขนาดนั้น เพราะฉะนั้นผมเลยมองว่า กำลังเกิดการ 'ประยุกต์' ”
       
        
            “ในความเห็นผม ต้องยอมรับว่าแนว เพื่อชีวิตนั้นมักใช้ฉากเป็นเรื่องราวในชนบท แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนส่วนใหญ่ที่อ่านหนังสือนั้นเป็นคนเมือง เหมือนอย่างช่วงที่มีคนอ่านงานของคุณปราบดาใหม่ๆ หรือแม้แต่งานคุณต้น อนุสรณ์ ติปยานนท์ คุณ ปริทรรศน์ หุตางกูร คุณทินกร หุตางกูร ก็คงรู้สึกว่ามันน่าตื่นเต้นที่คนเมืองได้อ่านหนังสือของคนเมืองจริงๆ คนกลุ่มนี้ทำให้รู้สึกว่าวรรณกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นการต่อสู้ทางชนชั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของความยากลำบากชนิดที่ว่าตลอดทั้งชีวิตนี้คุณอาจจะไม่เคยเจอ"
        
            "นักเขียนเหล่านี้ ทำให้เรารู้สึกว่า เราเป็นชนชั้นกลางในเมือง มีการศึกษา มีสตางค์พอใช้ แต่ขณะเดียวกันชีวิตเราก็ยังมีสิ่งที่จะต้องต่อสู้ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเสน่ห์ของงานแนวนี้นะ”
       
        
            “แต่ไม่ว่าอย่างไร เราก็ไม่อาจปฏิเสธวรรณกรรมแนว เพื่อชีวิตได้ สังคมไทยยังมีความเหลื่อมล้ำ ซึ่งผมคงไม่สามารถไปเขียนงานแนวนี้ออกมาได้ เพราะชีวิตผมไม่ได้สัมผัสมา  ผมวนเวียนอยู่แต่กับชีวิตในสังคมเมือง แต่ผมรู้สึกดีใจที่โลกนี้ยังมีงานอย่างของคุณจำลอง ฝั่งชลจิตร งานของคุณกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เพราะมันเป็นงานที่อ่านแล้ว ทำให้ผมได้เห็น “บางอย่าง” ของสังคม
       
        
            นักเขียนบางท่านเคยตั้งคำถามกับเราว่า ว่า งาน เพื่อ ชีวิต นั้น “ตอบ” คำถามของชีวิตได้ แล้วงานแนวปัจเจก “ตอบ” อะไร กับคนอ่าน
            ในทัศนะของคุณคิดว่า งานสะท้อนภาพปัจเจก “ตอบ” สิ่งใด?
       
        
            ภาณุ นิ่งคิดเนิ่นนาน ก่อนเอ่ยขึ้น
       
        
            “มันตอบอะไรให้กับเราอย่างนั้นเหรอ? ผมขอหยิบคำพูดคุณอุทิศ เหมะมูล มาก็แล้วกัน เขาบอกว่า จริงๆ แล้วทุกปัญหามันก็มีจุดเริ่มต้นมาจากความเป็นปัจเจกทั้งนั้น รวมทั้งปัญหาสังคมที่วรรณกรรม เพื่อชีวิตพยายามจะหาคำตอบ ส่วนในความรู้สึกผม วรรณกรรม เพื่อชีวิตอาจจะมองชาวนาเป็นชาวนา เห็นปัญหาเรื่องชนชั้น เห็นภาพในระดับโครงสร้าง ขณะที่งานแนวปัจเจกจะไม่ได้มองชาวนาเป็นชาวนา แต่จะ มองชาวนาเป็นคนๆ หนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้ว ถ้าเราเอาแว่นขยายส่องปัญหาทางโครงสร้างของสังคมเราก็จะเห็นว่ามันก็เริ่มมาจากปัจเจกเท่านั้น เพราะฉนั้น ถ้าหากเราเข้าใจความเป็นปัจเจก เราก็อาจจะมองเห็นภาพของปัญหาในอีกรูปแบบหนึ่ง...มั้งครับ”
       
        
            “ถ้าวรรณกรรม เพื่อชีวิตเปรียบได้กับการมองภาพในองค์รวม หรือมองจากด้านบน วรรณกรรมแนวปัจเจกก็คงเปรียบได้กับการมองจากฐานรากของปัญหา ซึ่งก็ไม่อาจละทิ้งได้ครับ และเมื่อพูดถึงประเด็นนี้ ผมก็นึกถึงงานของคุณเดือนวาด พิมวนา ผมชอบงานคุณเดือนวาดมากเช่นกัน ผมว่าเขาเป็นนักเขียนที่ผสมผสานงานทั้งสองแนวนี้เข้าด้วยกันได้ดี คือมองทั้งปัญหาโดยรวม และขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งความเป็นปัจเจก”
 
        
        
            ถึงวันนี้ ภาณุ มีงานเขียนออกมาอย่างต่อเนื่อง มิพักต้องเอ่ยถึงรวมเรื่องสั้นที่โดดเด่นของเขา ซึ่งเข้าชิงรางวัลซีไรต์แล้วถึง 2 เล่ม หรือแม้แต่ “ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้ตรอมตรม” รวมเรื่องสั้นที่กำลังได้รับการกล่าวขานถึงไม่น้อย ด้วยลีลา ชั้นเชิง และทัศนคติที่เติบใหญ่ขึ้น
        
            ทำให้เรานึกอยากถามไถ่ ว่าเพราะเหตุใด “เซ็กส์” ในรวมเรื่องสั้นเล่มดังกล่าว จึงหม่นเศร้านัก
       
        
            “เซ็กส์ในงานของผมมันเป็นสิ่งที่มีเหตุผลครับ และในมุมมองของผม มันก็คือเหตุการณ์เพียงเหตุการณ์หนึ่ง ที่เมื่อคนเราเจอกัน มีความรักกันก็ต้องมีเซ็กส์กัน แต่ เพื่อนของผมเขาก็เคยบอกเหมือนกันว่า เซ็กส์ในงานของผมเป็นเซ็กส์ที่มาพร้อมกับความปวดร้าว มันไม่ใช่งานอีโรติกอย่างของคุณ “อีแร้ง” ที่เห็นเซ็กส์เป็นความนุ่มนวล สวยงาม แต่มันมีความปวดร้าวบางอย่างอยู่ ซึ่งมันก็จริง เพราะใน 'ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้ตรอมตรม' เรื่องสั้นตอน “ประพจน์บอกไม่เป็นไร”ก็มีเซ็กส์ที่เต็มไปด้วยกลิ่นของความเจ็บปวด “สระว่ายน้ำ” ก็ใช้เซ็กส์เป็นสัญลักษณ์ของความโหยหา” “เตภูมิกถา” ก็ชัดเจนมากว่า เซ็กส์นำมา ซึ่งความชั่วร้าย เมื่อมองอย่างนี้ก็ค่อนข้างจะเป็นเซ็กส์ที่เต็มไปด้วยความปวดร้าว”
       
        
            ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเล่า? เหตุใดเซ็กส์ของคุณจึงปวดร้าวนัก?
            ภาณุนิ่งไปอีกพักใหญ่ก่อนถ่ายทอดความคิดออกมา
       
        
            “ผมมองว่าเซ็กส์เป็นกิจกรรมที่ใกล้ชิดกันมากๆ ของคนสองคน คือเราเข้าไปอยู่ในตัวของกัน และกัน มันคือการที่เราเสพคนอีกคนหนึ่งผ่านทุกประสาทสัมผัสเลย ทั้งจากการสัมผัส สบตา สูดกลิ่น ฟังเสียง คนสองคนผสานเป็นคนๆ เดียว แต่ในขณะเดียวกัน การผสานกัน ณ ตอนนั้น มันกลับมี “ช่องว่าง” ที่ไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็เติมเต็มไม่ได้ อย่างเรื่อง “ประพจน์บอกไม่เป็นไร” ใน “ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้ตรอมตรม” มันคือภาวะที่คนสองคนมีปัญหากัน แต่ตกตอนกลางคืนเขาก็มีเซ็กส์กัน เขาใกล้ชิดกันมาก แต่สิ่งที่เขาคิด สิ่งที่เขารู้สึกมันเป็นคนละเรื่องกันเลย ซึ่งผมว่ามันเป็นความขัดแย้งที่น่าสนใจ เพราะในทางกายภาพคุณใกล้ชิดกันมากๆ แต่ทาง “ใจ” แล้ว มันไม่ได้หมายความว่าอะไรเลย"
        
            " ซึ่งในหลายครั้ง ตัวผมเองก็มองว่าหลังจากคนเรามีเซ็กส์กัน แล้วเราผละแยกกันออกมาจากกัน เราก็เคยเกิดความรู้สึกว่า คนที่เรามีเซ็กส์ด้วยเขาไม่ได้รู้สึกอย่างเดียวกับเรานี่หว่า? เขากลายเป็นใครอีกคนหนึ่งไปแล้ว ซึ่งผมว่า มันก็คือความเจ็บปวดบางอย่าง”
       
        
            บทสนทนาไหลลื่นอย่างต่อเนื่อง หากเมื่อถึงเวลาอันควร จำต้องแยกจาก ภาณุ ทิ้งท้ายคำตอบของเขาได้น่าสนใจไม่น้อย ต่อข้อสงสัยที่ว่า
        
            สิ่งใดคือ “จุดร่วม” ของตัวละครแต่ละตัวที่คุณสร้างขึ้น?
       
        
            “ที่แน่ๆ เลยนะ ตัวละครของผมมักจะฉลาด มีการศึกษา ใน 'ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้ตรอมตรม' พวกเขาก็จะมีความเป็นผู้รู้ แต่ขณะเดียวกันคนพวกนี้ก็มีปัญหาของชีวิต คือเป็นผู้รู้แล้ว เป็นผู้ตื่นแล้ว แต่ก็ตื่นไม่สุด เขาจึงยังต้องพบกับความตรอมตรม"
        
            "ตัวละครของผมมักจะเป็นคนทุกข์ ที่ฉลาด”
       
        
            ภาณุ ย้ำอย่างหนักแน่นว่า เขาไม่ได้มองชีวิตที่พบกับสิ่งเหล่านั้นเป็นความเศร้า ถึงแม้จะมีความตรอมตรมอยู่ก็ตาม
        
        
            “คนเรามีชีวิต ก็ควรจะใช้ชีวิตอย่างนี้แหละครับ ใช้ให้ถึงที่สุดของศักยภาพที่ตัวเองมี ไม่ว่าจะทุกข์สักแค่ไหน อย่างไร มันก็คือความสวยงามของชีวิต ภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น ภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำ ถึงแม้เราอาจจะล้มเหลว แต่ถึงที่สุดมันก็จบลงอย่างคุ้มค่า"
        
            "เรื่องสั้นแทบทุกเรื่องของผมจะเป็นแบบนั้นนะ จะมี ‘กลิ่น’ของคนที่ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า”
       
        
            แล้วใครเล่า? จะสัมผัส ‘กลิ่น’ ที่ว่านั้นได้ดีไปกว่า ‘นักอ่าน’ เช่นคุณ
       
                          ................
 
สัมภาษณ์ และเรียบเรียง : ตัวหนอนบนกองหนังสือ
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 
แนะนำเมื่อ 24ก.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,546,884 ครั้ง