แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

คัมภีร์"นักเขียน"ยุค 3จี.. พร"ภิญโญ"-พระสยามเทวาธิราช, "สฤณี"-เขียนจากภู-ดูเขา

 

 
จากสถานะ "นักอ่าน" ที่มีโอกาสสัมผัสประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นในยุคเมจิ ผ่านหนังสือที่ "ปัญญาชนชาวญี่ปุ่น" ร่วมลงขัน-กว้านหาหนังสือที่ดีที่สุดในซีกโลกตะวันตกมาแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น 
 
โดยหมายให้"เพื่อนร่วมชาติ" เข้าถึง "ปัญญาที่เป็นสาธารณะ" 
 
 
ทำให้ "ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา" ร่วมกับเพื่อน "นักคิด-นักเขียน-นักวิชาการ" อีก 6 คน ก่อตั้งสำนักพิมพ์ openworlds ในปี 2553 เก็บตก "ปัญญาฉบับภาษาอังกฤษ" มาแปลเป็นไทย โดยเน้นหนังสือแนวเศรษฐกิจ การเมือง ธุรกิจสมัยใหม่ ประวัติศาสตร์ ฯลฯ 
 
 
ผ่านมาปีเศษ พวกเขาลงแรง "จารึก(ซ้ำ) ปัญญาภาคภาษาไทย" ได้ 12 เล่ม และยังออกเดินทาง-ตามหา "องค์ความรู้ใหม่ๆ" ไม่หยุด
 
 
ล่าสุดในงาน "Openworlds ตอบโจทย์" ซึ่งจัดขึ้นที่ร้านคิโนะคูนิยะ สาขาสยามพารากอน เมื่อวันที่ 28 เมษายน ภิญโญ-พิธีกรรายการ "ตอบโจทย์" ได้ชักชวน "เพื่อนนักเขียน" มาล้อมวงพูดคุยกับ "เพื่อนนักอ่าน" 
 
 
โจทย์หนึ่งที่ถูกโยนขึ้นกลางวงสนทนาคือปัจจุบันคนไทยอ่านหนังสือปีละไม่กี่บรรทัดอะไรทำให้หนังสือแบบ Openworlds ซึ่งย่อยค่อนข้างยากอยู่ได้?
 
 
"ถ้าคุณตั้งใจดีต่อบ้านเมือง พระสยามเทวาธิราชจะคุ้มครองคุณเอง" ภิญโญตอบทีเล่นทีจริง 
 
 
ก่อนอุปมา "อุตสาหกรรม(ทางปัญญา)ขนาดย่อม" ของเขา เป็น "ไก่กับไข่" ซึ่งเถียงกันมา 100-200 ปีว่าอะไรเกิดก่อนกัน
 
 
"ความจริงมันคือเรื่องเดียวกัน ถ้าคุณเชื่อ คุณก็ทำไป ถึงเวลามันจะเกิดของมันเอง ถ้าเป็นไก่อย่างไรมันก็ต้องออกไข่ แต่ต้องเป็นไก่ตัวเมียนะ ดังนั้นถ้าคุณเชื่อ คุณตั้งใจดี คุณก็ทำ แล้วมันจะมีทางไปของมันเอง โดยมีพระสยามเทวาธิราชคอยคุ้มครองคุณ" เขากล่าวพลางหัวเราะ
 
 
ขณะที่ "ผู้หญิงกลิ้งโลก" นาม "สฤณี อาชวานันทกุล" ผู้แปลหนังสือ "Fault lines: รอยเลื่อนอันตรายระบบการเงินโลก" หนังสือ "ทุนนิยมสร้างสรรค์: Creative Capitalism" หนังสือ "Justice: ยุติธรรม" และอื่นๆ อีกมากมาย เสริมว่า ไม่อยากให้ทุกคนตั้งต้นว่าหนังสือต้องอ่านง่าย แต่อยากให้คิดว่าพออ่านแล้วคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ 
 
 
เธอเปรียบการ "อ่านหนังสือ(บางเล่ม)" เหมือนการ "ไต่ภูเขา" หากได้พิชิตยอด มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม
 
 
"หนังสือทุกเล่มคงไม่ได้ให้ความรู้สึกกับคนอ่านเหมือนกำลังเดินชมสวนดอกไม้ ดูผีเสื้อ หรือนั่งอยู่กลางสายลม แสงแดด แต่มันเหมือนการปีนเขา พอปีนขึ้นไป เราจะได้ดูวิวจากจุดที่สูงที่สุด และอาจสวยที่สุด"
 
 
นี่คือความท้าทายให้ "สฤณี" มีพลังในการอ่านหนังสือเล่มยากอย่างสนุก
 
 
ด้าน "ปกป้อง จันวิทย์" ผู้สวมหมวกหลายใบ ทั้งคนอ่าน-คนสอนหนังสือ-คนเขียนหนังสือ เล่าว่า เกิดและโตมากับหนังสือของ "รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์" เมธีวิจัยอาวุโส และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ ของสำนักงานคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) 
 
 
และ "รังสรรค์" ผู้นี้เองที่เป็นคนเปิดและเปลี่ยนโลกให้ "ปกป้อง" มาเรียนคณะเศรษฐศาสตร์  
 
ก่อนที่ "อาจารย์หนุ่ม" จะได้รู้จักนักเศรษฐศาสตร์อีกคนนาม "วรากรณ์ สามโกเศศ" อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ผู้ลากนักวิชาการลงจากหอคอยงาช้าง ด้วยงานเขียนแนว " Pop. Economics"
 
 
"ในต่างประเทศ ตลาดหนังสือวิชาการป๊อบโตมาก แต่ในบ้านเรา อาจเป็นเพราะนักวิชาการไทยไม่อ่านหนังสือ ทำให้เขียนหนังสือไม่เป็น ไม่สามารถผสมความรู้ที่มีอยู่เข้ากับโลกของความเป็นจริงได้ หนังสือที่นักวิชาการอ่านจึงมีอยู่ 2 ประเภทคือ 1. หนังสือที่เคยเรียนมาก่อน และ 2. หนังสือที่ต้องอ่านเพื่อเตรียมการสอน เท่าที่เจอนักวิชาการที่อ่านหนังสืออื่นๆ หลากหลายมีไม่มาก
 
นอกจากนี้เขาอาจรู้สึกว่าการเขียนหนังสือป๊อบให้ชาวบ้าน มันไม่ใช่ภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ นักวิชาการต้องเขียนตำรายากๆ เขียนเรื่องทางเทคนิคเฉพาะ ดังนั้น 10-20 ปีมานี้ นักวิชาการที่เขียนป๊อบ อีโคโนมิคส์ จึงมีแต่อาจารย์วรากรณ์เพียงคนเดียวที่โดดเด่น" 
 
ถึงวันนี้ความตั้่งใจของ"นักเศรษฐศาสตร์รุ่นศิษย์" ซึ่งเป็น "1 ใน 7 ผู้ก่อตั้ง Openworlds" คือการผลิตความรู้พื้นฐานไว้ให้คนในสังคมต่อยอด-แตกหน่อความคิดต่อไป
 
 
"พวกเราไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด หรือเป็นเทวดา เราแค่พยายามเปิดโลกหลากหลาย ไม่ใช่โลกใบเดียว Openworlds จึงมี s แสดงให้เห็นว่าโลกไม่ได้มีแค่ใบเดียว จึงพยายามนำเรื่องใหม่ๆ ที่คนอาจไม่เคยรู้มาก่อนมาแปล แม้มันไปได้ยากในทางการตลาด แต่หนังสือบางเล่มมันเป็นเกียรติแก่สำนักพิมพ์ที่จะได้ทำ" เขากล่าวพลางระบายยิ้มความภาคภูมิ
 
 
ในยุคที่ "ข้อมูล-ข่าวสาร-ตัวอักษร" ย้ายไปอยู่ในสื่อใหม่ๆ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าพฤติกรรม "การอ่าน" ของบรรดา "นักเขียน" เปลี่ยนไปหรือไม่?
 
 
คำตอบจาก "ภิญโญ-สฤณี-ปกป้อง" ออกมาในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ หากเป็นการอ่านเพื่อเอาข้อมูลเร็วๆ ลวกๆ เสพเรื่องสั้นๆ ก็จะพลิกดูไอแพด-จิ้มไอโฟนเหมือน "พลเมืองยุค 3 จี" ทั่วไป
 
 
ทว่าหากเป็น "เรื่องยาก" ที่ต้องทำความเข้าใจ "เรื่องยาว" ที่กระตุ้นความรู้สึกอยากหมกมุ่น-จมจ่อมอยู่กับมัน หรือ "เรื่องละเอียดอ่อน" ที่ต้องการไล่ดูอย่างละเมียด
 
 
"กระดาษ" ยังเป็นคำตอบสุดท้าย-คัมภีร์เดียวของพวกเขา
 
 
"ถ้าผมอยากอ่านจากบทกวี ผมไม่คิดว่าจะมีอะไรที่อ่านแล้วได้อรรถรส อ่านแล้วตอบสนองได้ดีกว่ากระดาษ เพราะมันได้ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แต่ก่อนเวลาซื้อหนังสือดีๆ มาสักเล่ม บางคนต้องเอามาดมก่อนเลยนะ ดังนั้นถ้าเป็นเรื่องยาว เรื่องยาก อย่างไรก็ต้องกระดาษ แต่ถ้าเป็นเรื่องฉาบฉวย ถ่มถุย ก็อ่านในไอแพดได้" ภิญโญบอก
 
 
ท้ายที่สุดไม่ว่า "สฤณี" ต้องใช้พลังงานในการ "ปีนเขา" อีกสักกี่ลูก 
 
 
ไม่ว่า "ปกป้อง" ต้องละเมิด "ภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์" ของนักวิชาการอีกกี่หน
 
 
ไม่ว่า "พระสยามเทวาธิราช" จะช่วยคุ้มครอง "ภิญโญ" หรือไม่
 
 
แต่ทุกตัวอักษร ทุกคำ ทุกประโยค ทุกบรรทัด ทุกหน้าหนังสือที่ผ่านตา "พวกเขา" ทำให้ "นักอ่าน" มีเวลาหยุดสนทนากับตัวเอง ก่อนประมวลก้อนความคิดเป็น "ปัญญาที่เป็นสาธารณะ" ในฐานะ "นักเขียน" เพื่อพาคนไทยไปสู่โลกอีกหลายๆ ใบ!!!
 
โดยหทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ (hataikarn_tr@hotmail.com)
มติชนออนไลน์
แนะนำเมื่อ 24ก.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,546,770 ครั้ง