แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

นักเขียนไทย ยัง′ไส้แห้ง′อยู่ไหม? กับการอ่าน-เขียนยุค′ไฮเทค′

 

 
"นักเขียนมีภาระหน้าที่ในฐานะเลขานุการทางประวัติศาสตร์ อย่างน้อยผมก็ได้ทำหน้าที่ตรงนี้ ความเป็นนักเขียนไม่เข้าใครออกใคร ไม่ขึ้นตรงกับใคร ทำให้สามารถมองปัญหาและนำเสนอออกมาได้อย่างอิสระและบริสุทธิ์ใจ" 
 
ข้างต้นคือข้อเขียนที่แอบขโมยมาทำเท่จากนักเขียนผู้ล่วงลับ 
 
กนกพงศ์ สงสมพันธุ์
 
ผ่านไปอย่างชื่นมื่น และเป็นกันเองสำหรับบรรยากาศงานวันนักเขียน "มิตรน้ำหมึก ผนึกสัมพันธ์ 55" ที่ทางสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยจัดขึ้น เมื่อวันเสาร์ที่ 5 เดือน 5 ปี 2555 
 
งานนี้มีขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์ของเหล่าบรรดานักเขียน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเล็ก กลาง ใหญ่ ทุกเพศทุกวัย ทุกรูปแบบการเขียน
 
นักเขียนคืออาชีพที่ใครหลายคนใฝ่ฝันอยากเป็น เพราะมีความเป็นอิสระสูง และการมีชื่อเสียงซึ่งเป็นที่ยอมรับนั้น ก็ถือได้ว่าไม่น้อยหน้าใครเลยในสังคมไทย แต่ในขณะเดียวกัน นักเขียนกลับเป็นอาชีพที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ มีหลายต่อหลายคนที่เลือกอาชีพนี้ แต่พอรู้สึกว่า "ไส้แห้ง" ก็ต้องล้มเลิกความพยายามไปในที่สุด
 
ใน "ยุคไฮเทค" การสื่อสารสมัยใหม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อวงการน้ำหมึกไทยพอสมควร วันนี้ชีวิตนักเขียนเป็นอย่างไร? งานเขียน-งานวรรณกรรมในยุคนี้ยังคงทรงพลังดังเดิมหรือไม่? และวิธีการดำรงอยู่ของนักเขียน ที่สุดแล้วจะเป็นไปในทิศทางไหน?
 
โอกาสนี้ ขอจับเข่าคุยกับนักเขียนอย่าง "อีแร้ง" หรือ ยิ่งศักดิ์ โควสุรัตน์ ผู้สร้างสรรค์งานเขียนมากว่า 40 ปี, เจน สงสมพันธุ์
 
นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และตามด้วยนักเขียนรุ่นใหม่ขวัญใจวัยโจ๋!! อย่าง "นิ้วกลม" หรือ สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ ถึงสภาพการณ์ปัจจุบันอันมีผลต่ออาชีพ 
 
นักเขียนไทยยังไส้แห้งอยู่หรือเปล่า?
 
ผู้ผ่านประสบการณ์งานเขียนมากว่า 4 ทศวรรษอย่าง "อีแร้ง" เล่าให้ฟังว่า ชีวิตนักเขียนอย่างเขา จำเป็นต้องง้อคนรุ่นหลานเพื่อให้ขายงานได้ ซึ่งในบางครั้งแทบไม่เหลือศักดิ์ศรีของความเป็นนักเขียนอยู่เลย คำว่านักเขียนไส้แห้งเป็นความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ประเทศนี้ไม่เคยให้เกียรตินักเขียน เปรียบเหมือนว่า นักเขียนไม่เคยมีคุณค่าอะไรเลยต่อประเทศนี้ เมื่อ 30 ปีก่อน ?รงค์ วงษ์สวรรค์ บอกว่า นักเขียนก็เหมือนหมาล่าเนื้อ พอหมดเขี้ยวเล็บเขาก็ทิ้งเรา 
 
(ซ้าย) "อีแร้ง" ยิ่งศักดิ์ โควสุรัตน์ (ขวา) "นิ้วกลม" สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์
 
 
 
"ผมเป็นนักเขียนอาชีพซึ่งไม่ได้ทำอาชีพอื่นเลยนอกจากเขียนหนังสือ เล่มไหนขายได้ก็ได้ เล่มไหนเขียนแล้วขายไม่ได้ก็อดตาย คิดว่าหากรวยก็จะเลิกเขียน ตอนนี้ประเทศเรากำลังอยู่ในระบบนายทุนอย่างแท้จริง ไม่มีนักเขียนคนไหนสามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวโดยไม่มีสังกัด เขาอยู่กันเป็นเครือข่าย เช่น หากอยู่มติชนก็จะอุ่นใจขึ้นหน่อย แต่ถ้าอยู่ค่ายเล็กๆ ก็ต้องมีหวั่นๆ บ้างแหละ นักเขียนจึงต้องมีการปรับตัวและไม่เข้าข้างตัวเอง"
 
"เจน" อธิบายว่า นักเขียนจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีงานที่เป็นมาสเตอร์พีซอยู่ ส่วนงานเขียนอื่นๆ ให้ถือเป็นงานรอง ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการจัดการตัวเองของนักเขียนด้วย ยอมรับว่าเรื่องนักเขียนไส้แห้งนั้นยังคงอยู่ แต่ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของงานเขียนด้วย เพราะเท่าที่เห็นมีนักเขียนอายุยังน้อย แต่กลับมีหนังสือออกมาเป็นสิบๆ เล่ม สรุปคือตลาดหนังสือยังรอรับนักเขียน เพียงแต่ว่านักเขียนจะจัดการกับชีวิตของตัวเองอย่างไร 
 
ด้าน "นิ้วกลม" เผยปากว่า นักเขียนเป็นอาชีพที่อาจได้ผลตอบแทนน้อยหากเปรียบกับอาชีพอื่น แต่ความสุขของนักเขียนนั้น ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลตอบแทน แต่หากเป็นการศึกษาความรู้ใหม่ๆ แล้วสร้างงานเขียน ถึงแม้ไม่ได้กินอยู่อย่างหรูหราก็ตาม สำหรับนักเขียนไทยหากยึดอาชีพนักเขียนเพียงอย่างเดียวคงอยู่ได้ลำบาก ซึ่งต่างจากต่างประเทศที่พอผลิตงานออกมาแล้วได้รับค่านิยมหนึ่งเล่ม ก็สามารถอยู่ได้เป็นปี
 
ปรับตัวเพื่อความอยู่รอด
 
"อีแร้ง" พูดถึงการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของอาชีพตัวเองว่า ตลาดหนังสือเมื่อก่อน พิมพ์หนังสือออกมา 5,000-7,000 เล่ม สามารถขายหมดอย่างสบาย แต่ปัจจุบันพิมพ์แค่ 2,000 เล่ม คนไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้น จาก 20 ล้าน เป็น 62 ล้านคน ขายอย่างกระเสือกกระสน กว่าจะขายหมดก็ทำเอาสาหัสไปพอสมควร และ พ.ศ.นี้ จะผลิตงานออกมาตามใจตัวเองไม่ได้ ต้องปรับเปลี่ยนไปตามแนวทางของ
 
สำนักพิมพ์ เขียนเพื่อเอาใจตลาดและแฟนหนังสือ เนื่องจากมีการแข่งขันค่อนข้างสูง แต่ก็ต้องคงไว้ซึ่งคุณภาพของงาน
 
"นักเขียนเรื่องสั้นหรือกวีที่ดีมีคุณภาพ ตอนนี้แทบจะล้มหายตายจากไปเกือบหมดแล้ว นักเขียนสร้างกันไม่ได้ เขาต้องเกิดขึ้นมาเองและได้รับการฝึกฝนจนเป็นที่ยอมรับ กวีนิพนธ์ เรื่องสั้น เรื่องเพื่อชีวิต อาจกลับมาได้รับความนิยมอีก ทว่าไม่มีคนเขียน จะเห็นว่าหนังสือต่างปิดตัวลงก็เยอะในระยะหลังนี้ นักเขียนโดยแท้อีกหน่อยก็จะค่อยๆ หมดไป จะเหลือเพียงนักเขียนสมัครเล่น ที่เขียนเรื่อยๆ ตามกระแส" นักเขียนผู้คร่ำหวอดวิเคราะห์ 
 
เจน สงสมพันธุ์
 
 
 
"เจน" เสริมว่า จากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ จะเห็นว่าจำนวนผู้เข้างานและยอดการซื้อหนังสือนั้น มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 10 เปอร์เซ็นต์ แต่วัฒนธรรมการเสพหรือการซื้อหนังสือของคนไทยไม่มีคุณภาพมากนัก ซึ่งก็อาจเป็นเพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่คิดถึงเรื่องของปากท้องมาเป็นอันดับแรก การเลือกซื้อหนังสือจึงต้องเป็นไปตามความต้องการ เช่น หนังสือแนวฮาวทูต่างๆ 
 
การอ่านหนังสือของคนในสังคมไทยเป็นปัญหามาโดยตลอด "แย่" มาตั้งแต่ยุคนักเขียนไส้แห้ง หากไม่มีงานเขียนคุณภาพทรงพลัง ก็อาจไม่เกิดแรงกระเพื่อม ตอนนี้จะมีก็อาจเป็นแบบครึ่งๆ กลางๆ งานที่เกี่ยวกับแนวคิดยังมีอยู่ แต่ว่าไม่มากพอ ซึ่งเราอยากส่งเสริมให้งานเหล่านี้มีผู้อ่านเป็นจำนวนมาก เพื่อให้งานดีๆ อยู่ในความคิด ความรู้สึกของคนอ่าน 
 
"พลังการซื้อหนังสือของเราส่วนใหญ่อยู่ที่เด็ก และการเลือกซื้อของเด็กนั้นเป็นอีกแบบหนึ่งคือ จะออกไปแนวหวานๆ หน่อย หากเขาสามารถพัฒนาการอ่านต่อไปก็จะเป็นฐานสำคัญที่เขาจะอ่านงานคุณภาพมากขึ้น ซึ่งเราเข้าใจดีว่า ต้องเริ่มต้นจากแบบนี้ก่อน แล้วค่อยๆ พัฒนา เพราะงานเขียนที่เป็นงานเกี่ยวกับแนวความคิดและคุณภาพ มันอาจจะยังไม่ตอบโจทย์ของสังคมได้ทีเดียว" นายกสมาคมนักเขียนกล่าว
 
"นิ้วกลม" เห็นต่างออกไปว่า ปัจจุบันนักเขียนคงไม่ต้องมีการปรับตัวอะไรมาก แต่หากอีก 10 ปีข้างหน้า สื่อสมัยใหม่ที่เข้ามาอย่างหลากหลายนั้น เป็นความท้าทายต่อนักเขียนอย่างมาก 
 
เพราะอินเตอร์เน็ตได้เปลี่ยนแปลงนิสัยการอ่านของคนไทย ส่งผลให้นักอ่านไทยชอบที่จะอ่านแบบสั้นๆ เร็วๆ ในขณะเดียวกัน นักเขียน
 
เองก็ต้องมีการปรับตัวตามกระแสของคนอ่าน เพื่อที่จะสามารถขายงานได้ 
 
"คนที่เสพสื่อ เขาไม่ได้ต้องการเสพแค่ตัวหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่หากต้องการดูภาพ ดูคลิปด้วย คิดว่าต่อไปนักเขียนเอง คงจะต้องมีการทำงานร่วมกับสื่ออื่นด้วย ต้องมีความเป็นครีเอทีฟมากขึ้นและทักษะทางด้านการสื่อสารที่ดีขึ้น นั่นคือความสนุกของการทำงาน"
 
อนาคตนักเขียนไทย
 
"อีแร้ง" กล่าวเปิดทางว่า หากมองออกไปยังวงการวรรณกรรมไทยก็ต้องถึงกับตกใจ เพราะเมื่ออยากอ่านบทกวีนิพนธ์ที่ดีนั้น คงต้องหาอ่านงานเมื่อ 20 ปีก่อน เปรียบนักเขียนปัจจุบันเป็นแค่นักเขียนที่มาพักร้อนเท่านั้น อนาคตนักเขียนไทยต้องมีคนรุ่นใหม่เข้ามาสืบทอด แต่ไม่ได้งานที่มีคุณภาพดังเดิม อาจมีนักเขียนที่เขียนเรื่องได้สนุก แต่ไม่สามารถเขียนให้คนร้องไห้ได้ ซึ่งถือเป็นการเขียนงานในลักษณะฉาบฉวย 
 
ตามด้วย "เจน" ที่กล่าวว่า การเขียนหนังสือไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความอดทนสูง ปัจจุบัน e-book เป็นสิ่งที่ดีหากรู้จักใช้ประโยชน์ เพราะคนอ่านสามารถเข้าถึงได้ง่าย แต่ทุกวันนี้นักเขียนโดนเอาเปรียบค่อนข้างมาก เรื่องของลิขสิทธิ์ไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร
 
อนาคตงานเขียนไทยต้องเข้าสู่ระดับสากลได้ และต้องพยายามแปลงานให้เป็นสากลมากขึ้น นักเขียนเองต้องศึกษาวรรณกรรมระดับโลก แล้วนำมาปรับใช้กับความเป็นไทย การที่เราจะมีจุดเด่นของตัวเองนั้น การพัฒนาเป็นเรื่องสำคัญ
 
"กวีเรื่องสั้น องค์กรต่างๆ ต้องเข้ามาดูแล เราอาจจะมีกิจกรรมอ่านเรื่องสั้นในที่สาธารณะ เพื่อให้คนได้รับถึงอรรถรสของวรรณกรรม จำเป็นต้องส่งเสริม" เจนกล่าว
 
"นิ้วกลม" สมทบว่า ต้องยอมรับว่าตลาดหนังสือในเมืองไทยยังเล็กอยู่ แต่ก็มีโอกาสที่จะขยายได้ เพราะนักเขียนเป็นผู้ที่สนใจ
 
และติดตามความเคลื่อนไหวของโลกมาโดยตลอด เวลาที่โลกเปลี่ยนนักเขียนเองก็จะมีการเปลี่ยนแปลงตาม ซึ่งเป็นความท้าทาย 
 
เพราะว่าก่อนหน้านี้ไม่มีสื่อที่หลากหลายทำให้นักเขียนไม่ต้องต่อสู้มากนัก แต่ปัจจุบันด้วยความหลากหลายของสื่อดังกล่าว จะทำให้นักเขียนดึงศักยภาพของตัวเองออกมาได้
 
"พอถึงเวลาที่ต้องมีการต่อสู้กันจริงๆ นักเขียนอาจจะสามารถได้งานที่เจ๋งๆ ออกมาได้" นิ้วกลมทิ้งท้ายน่าคบคิด
 
โดย อนุชา ทองเติม มติชน 7 พ.ค.2555
แนะนำเมื่อ 24ก.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,579,753 ครั้ง