แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

ภาณุ ตรัยเวช และคำถามแห่ง′คดีดาบลาวยาวแดง′

 

 
ถึงวันนี้ เมื่อเอ่ยถึงชื่อ "ภาณุ ตรัยเวช" คงจะไม่ต้องใช้เวลามากนักในการบรรยายคุณสมบัติของเขาให้คอวรรณกรรมฟัง
 
เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ดอกเตอร์หนุ่มทางด้านอุตุนิยมวิทยาจาก University of California, Los Angeles (UCLA) คนนี้สามารถสร้างตัวตนขึ้นมานอกเหนือจากสายงานของการเล่าเรียนและการทำงานในสถานะของอาจารย์ประจำสาขา "วิทยาศาสตร์พื้นพิภพ" คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ได้รับการยอมรับในสถานะของ "นักเขียนรุ่นใหม่ไฟแรง" ที่มาพร้อมฝีมือน่าจับตา
 
ล่าสุด นวนิยายสืบสวนสอบสวนเล่มแรกในชีวิตของภาณุ อยู่ในรายชื่อลองลิสต์ "รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์แห่งอาเซียน" หรือซีไรต์ในปีนี้
 
เรื่องเล่าแห่งจินตนาการที่มาพร้อมกับคำถามชวนค้นหาตั้งแต่ชื่อเรื่อง "คดีดาบลาวยาวแดง" คำถามต่อประวัติศาสตร์ และคำถามต่อที่โยงใยสู่บริบทแห่งปัจจุบัน เป็นนวนิยายอีกเล่มที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในบรรดาคนอ่าน
 
และสำหรับนักเขียนนี่คือ "ความท้าทายใหม่"
 
"มีคนจำกัดความนิยายสืบสวนสอบสวนว่าเป็น "นิยายที่ให้คนอ่านในสิ่งที่เขาต้องการ" คนที่อ่านนิยายสืบสวนสอบสวนมักจะมีธงอยู่ในใจว่าอยากอ่านอะไร เนื้อเรื่องทำนองไหน และจบอย่างไร เป็นหน้าที่ของคนเขียน ที่จะเขียนในสิ่งที่คนอ่านคาดหวังไว้แต่แรก 
 
แต่ที่นี่ มันจะมีนิยายอีกประเภทหนึ่งซึ่ง "ให้ในสิ่งที่คนอ่านไม่เคยรู้ตัวว่าเขาต้องการมาก่อน" แม้ไม่ได้ตั้งธงไว้ในใจ แต่เมื่อคนอ่านอ่านจนจบ เขาถึงรู้ว่านิยายได้ตอบคำถาม หรือตอบสนองต่อบางสิ่งที่เขาสนใจ ใคร่รู้มาตลอด
 
โจทย์ที่ผมตั้งไว้ให้กับตัวเอง ตอนที่เริ่มเขียนนิยายเรื่องนี้คือ อยากให้มันรวมเอาคุณสมบัติที่ดีของนิยายสองประเภทนี้เข้าด้วยกัน อ่านสนุก ได้รู้จักตัวละครที่เราคุ้นเคย นักสืบผู้แกร่งกล้า ชายหนุ่ม หญิงสาวรูปงาม ฆาตกรลึกลับ แต่ขณะเดียวกัน ก็แฝงบางอย่างที่นอกเหนือความคาดหมายเอาไว้ด้วย เรื่องราวของประวัติศาสตร์ ที่มาที่ไปของพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่ และถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้มันตอบบางคำถามเกี่ยวกับความขัดแย้งที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ใน ปัจจุบันนี้ครับ" ภาณุอธิบายถึงสาเหตุและโจทย์ที่เขาตั้งธงไว้ในใจเมื่อตัดสินใจเขียนนวนิยายแนวรหัสคดีเรื่องนี้ 
 
 
 
หนึ่งในเสน่ห์สำคัญของคดีดาบลาวยาวแดงที่สร้างแรงสะเทือนให้ใครหลายคนได้นั้น "คดีดาบลาวยาวแดง" โดย "ภาณุ ตรัยเวช" คือเรื่องเล่าแห่งอดีตที่อยู่ในรูปแบบของนวนิยายแนวรหัสคดีอิงประวัติศาสตร์ ที่ีนอกจากจะเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศลึกลับท่ามกลางความขรึมขลังและปริศนาแห่งเงาอดีตในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว ยังกรุ่นกลิ่นอายความโรแมนติกอย่างอ่อนหวานและงดงามอีกด้วย เรียกว่าอ่านเอาสนุกก็ได้ อ่านไปใคร่ครวญไปยิ่งสนุกกว่าเดิม
 
เพราะเงาแห่งอดีตที่ภาณุนำเสนอผ่านการไขปริศนาของ "เพียงออ" ไม่ได้มีความหมายเพียงการคลี่คลายคดีฆาตกรรมสาวงาม "วาสิฏฐี" ที่หมดลมอย่างกะทันหันบนลานลีลาศ ลานที่เธอเพิ่งเยื้องกรายเข้าไปอย่างงามสง่าสะกดสายตาคนทั้งห้อง ทว่ายังรวมไปถึงการตั้งคำถามถึงสิ่งที่เรียกว่า "ประวัติศาสตร์" ศาสตร์ที่ไม่เคยสิ้นลมหายใจ
 
จริงอยู่ที่การผจญภัยของเพียงออเกิดขึ้นมาในยุคที่ล่วงเลยมานับสิบๆ ปี ยุคที่ยังเรียกกรุงเทพมหานครว่าพระนคร ทว่าความ
 
ขัดแย้ง การตั้งคำถาม ความสงสัยในประวัติศาสตร์ไม่ได้ห่างไกลจากเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมไทยช่วง 5-6 ปีนี้เลย
 
"ผมเชื่อว่าประวัติศาสตร์คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ประวัติศาสตร์เกิดขึ้น ณ จุดที่เราเริ่มถกเถียงกันนั่นแหละ ว่าอะไรกันแน่คือเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ หลายครั้งข้อถกเถียง มีส่วนในการขับเคลื่อนปัจจุบัน และส่งอิทธิพลถึงอนาคตได้พอๆ กับข้อเท็จจริงเลย" ภาณุอธิบายถึงความหมายแห่งประวัติศาสตร์ในนวนิยายเล่มนี้
 
และเหตุผลที่เขาหยิบประวัติศาสตร์กับนักสืบมาผสานกันนั้น เป็นเพราะเขาเป็นถึงจุดร่วมบางอย่างที่เชื่อมโยงน่าสนใจ
 
"ทั้งสองอาชีพล้วนต้องสืบหาความจริงที่เกิดขึ้นในอดีต ทั้งสองอาชีพต้องเชื่อมโยงหลักฐาน ประกอบสร้างเรื่องราว ยิ่งกว่านั้น ก็ต้องรับมือกับคนร้ายด้วย ขณะที่คนร้ายของนักสืบ คือฆาตกรที่ต้องการปกปิดร่องรอยตัวเอง คนร้ายของนักประวัติศาสตร์ ก็คือการลืมเลือน หรือสภาพสังคมที่พยายามตอกย้ำฐานความเชื่อของตัวเอง
 
ความท้าทาย ของการเขียนหนังสือเล่มนี้คือการให้น้ำหนักระหว่างนิยายสืบสวนสอบสวน และนิยายประวัติศาสตร์ ถ้าหนักไปทางใดทางหนึ่ง ก็จะเสียสมดุล ในฐานะผู้เขียน ก็หวังเป็นอย่างยิ่งครับ ว่าคนอ่านจะสามารถเพลิดเพลินไปกับสาระทางประวัติศาสตร์ได้"
 
โดยน้ำหนักทางประวัติศาสตร์ที่เขาเลือกมานำเสนอนั้น อยู่ระหว่างหลังสงครามโลกเพิ่งจบลงไป และยุคแสวงหาแห่งนักศึกษาก็ยังไม่เดินทางมาถึงโดยสมบูรณ์ เพราะภาณุมองว่านี่เป็นช่วงเวลาที่มีเสน่ห์ เป็นห้วงที่คาบเกี่ยวกลางเก่ากลางใหม่ดี ในแง่หนึ่งเหมือนจะสงบสุข แต่ขณะเดียวกันจะมองว่าเป็นช่วงของการผสมปนเประหว่างคลื่นใต้น้ำลูกเก่าและลูกใหม่ก็ได้ และเมื่อผสานกับความต้องการที่จะสร้างบรรยากาศของการลีลาศเข้าไปในนิยายด้วย จึงคิดว่าช่วงนี้เหมาะสุด
 
และนั่นก็หมายถึงว่าจะต้องทำการบ้านค้นคว้าอย่างหนัก
 
"มีตั้งแต่เดินเท้า สำรวจพื้นที่ด้วยตัวเองเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ นางเอกของเรื่องมีหอพักอยู่แถวย่านบางลำพู และเหตุการณ์สำคัญในนิยายก็เกิดขึ้นแถวนั้น รวมถึงบนถนนเจริญกรุงด้วย เจริญกรุงนี่ผมค่อนข้างคุ้นเคย เพราะเรียนจบอัสสัมชัญ แต่บางลำพูนี่ต้องมาเดินย่ำต๊อกหาข้อมูลเลย ซึ่งก็สนุกมากๆ ได้เห็นพื้นที่ของกรุงเทพฯที่ตัวเองไม่เคยรู้จักมาก่อน
 
ขณะเดียวกัน นอกจากเห็นด้วยตา ก็ต้องอ่าน ค้นคว้าข้อมูลประกอบกันไป เพราะบางอย่าง ถ้ามองด้วยตาเฉยๆ เรามองไม่เห็นนะ แต่ถ้าได้อ่านมาก่อน ได้ทำความเข้าใจ แล้วเหมือนช่วยให้เรามองภาพได้ชัดเจนขึ้น
 
ต้องขอบคุณหนังสือของอาจารย์หลายๆ ท่าน ที่เล่าเรื่องราวของกรุงเทพฯในอดีต ขออนุญาตเอ่ยถึงเป็นพิเศษคืออาจารย์ประทุมพร เพราะใช้หนังสือของท่านเยอะมาก และตอนนี้ท่านได้เสียไปแล้ว ชอบหนังสือชุดกรุงเก่าของท่านมาก นอกจากจะบรรยายให้เห็นภาพแล้ว ยังเต็มไปด้วยข้อมูล เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ที่หยิบยืมมาใช้ประกอบในเรื่องด้วย พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า นิยายเล่มนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีหนังสือของพวกท่านทั้งหลาย" ว่าแล้วก็ยิ้มกว้าง
 
"คดีดาบลาวยาวแดง" เป็นผลงานอีกเล่มที่มาพร้อมกับการตั้งข้อสังเกตบางอย่างที่ว่า ในช่วงปีที่ผ่านมานี้นักเขียนรุ่นใหม่หลายคนมักหยิบงานวรรณกรรมมาเป็นเครื่องมือในการตั้งคำถามกับบริบททางสังคมและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอย่างน่าสนใจ โดยค้นหาคำตอบจากสิ่งที่ผ่านแล้วแต่ไม่ผ่านเลยอย่างประวัติศาสตร์
 
ภาณุพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนบอกว่า เป็นเพราะตอนนี้เราอยู่ในยุคของการตั้งคำถามและการค้นหาที่มาที่ไปของทุกสิ่งรอบตัว 
 
"ประวัติศาสตร์ของชนชาติ เผ่าพันธุ์ และเมืองที่เราอาศัยอยู่ การที่ประวัติศาสตร์อธิบายไว้แบบหนึ่ง มันส่งผลให้พฤติกรรม และแนวคิดของเราในปัจจุบันเป็นแบบหนึ่ง แต่เมื่อมีหลักฐานใหม่ๆ ปรากฏขึ้น หรือเป็นหลักฐานเดิมนี่แหละ แต่เพิ่งมีคนให้ความสำคัญกับมัน พฤติกรรมและแนวคิดในปัจจุบันก็จะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งตรงนี้ผมว่าสำคัญนะ ความขัดแย้งในปัจจุบัน เอาเข้าจริง ผมว่าล้วนๆ มันคือการช่วงชิงทางประวัติศาสตร์นั่นเองครับ" เขาอธิบาย
 
และไม่ว่าเล่มนี้จะเข้ารอบลึกๆ หรือคว้ารางวัลใดมาได้หรือไม่ 
 
นี่คือวรรณกรรมไทยอีกเล่มที่ไม่ควรปล่อยให้ผ่านเลยไปอย่างเงียบงัน
 
ที่มา : มติชนรายวัน 19 ก.ค.2555
โดย สิรนันท์ ห่อหุ้ม 
แนะนำเมื่อ 24ก.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,547,114 ครั้ง