แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

Talk of the cloud ภาณุ ตรัยเวช

 

 
คุยเรื่องน้ำ เรื่องฟ้า กับผู้เชี่ยวชาญด้านเมฆ ชื่อของเขาอาจคุ้นหูในแวดวงวรรณกรรม แต่รับรอง...การยกเมฆมาเล่าของเขา ทั้งจริงและสนุก
 
เบื้องหน้าของเขาคือท้องฟ้าเปิด มีก้อนเมฆขาวขุ่น ในระดับ "ปานกลาง" พอให้คนใต้ฟ้าใจชื้นได้ว่า วันนี้ฝนไม่ตกแน่ๆ แถมเว้นช่องว่างให้แสงอาทิตย์ส่องผ่านลงมาแบบพอดีๆ
 
 ไม่ใช่แค่ความรู้สึกหรือการคาดเดา เพราะได้รับการสำทับจากอาจารย์ใหม่หมาดจากภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นภิภพ คณะวิทยาศาสตร์แห่งรั้วนนทรี ที่คว้าปริญญาเอกจากสาขา วิทยาศาสตร์ชั้นบรรยากาศ (Atmospheric Science) จาก University of California at Los angeles (UCLA) 
 
 "เมฆอย่างนี้คืออากาศดี มีความชื้นอยู่พอสมควร ท้องฟ้าโปร่ง พอให้เกิดความร้อน แสงอาทิตย์ตกถึงพื้นได้" ภาณุ ตรัยเวช เจ้าของงานวิจัยด้าน "ฟิสิกส์เมฆ (Cloud Physics)" อธิบายในวันฟ้าใส
 
 อธิบายง่ายๆ ว่า เป็นการศึกษาเมฆทั้งสถิติ ลักษณะ และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ซึ่งมีผลต่อสภาพอากาศโดยรวม
 
 เขาไม่ได้ศึกษาทีละก้อน แต่ยกมาค้นคว้าทีทั้ง field ที่เขาเปรียบเทียบให้ฟังว่า ประมาณภาคกลางทั้งภาค แต่ให้ดูทีละก้อนก็ทำได้
 
 ในอีกด้าน "เมฆ" คือการจับตัวของไอน้ำ ภาณุอธิบายว่า ที่เราเห็นเบาๆ ลอยๆ มีปริมาณน้ำพอๆ กับสระว่ายน้ำมาตรฐาน หรือเมฆบางก้อน น้ำหนักเท่ากับช้าง 20 ตัว
 
 เช่นเดียวกัน เขาเคยเขียนบทความที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สึนามิที่ญี่ปุ่น ไว้ตอนหนึ่งว่า
 
 "อุตุนิยมวิทยา" แปลมาจากคำศัพท์ภาษาอังกฤษคือ "meteorology" เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับอนุภาคเล็กๆ ในอากาศ สำคัญที่สุดในอนุภาคเหล่านั้นคือ หยดน้ำ (มติชนออนไลน์ 22 มีนาคม 2554)
 
 เช่นเดียวกัน ในตอนหนึ่งของบทสนทนานี้เขาก็พูดไว้ว่า ในบรรดา ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อสภาพอากาศ... "น้ำ" สำคัญที่สุด
 
 
 วันนี้ ดร.ภาณุ ตรัยเวช เลยถือโอกาสมาเล่าเรื่องน้ำผ่านก้อนเมฆ - เรื่องที่เขาถนัดและรักไม่แพ้งานวรรณกรรม
 
วิทยาศาสตร์ชั้นบรรยากาศ (Atmospheric Science) ศึกษาเกี่ยวกับอะไรบ้าง
 
 ตามใบปริญญาจริงๆ เขียนว่า ภาควิชาจริงๆ Atmospheric and Oceanic Science คือ วิทยาศาสตร์ชั้นบรรยากาศและมหาสมุทร แต่ผมจะเรียนหนักไปด้าน วิทยาศาสตร์บรรยากาศ พอมาถึงเมืองไทยก็น่าจะคล้ายๆ กับสิ่งที่เขาเรียกว่า อุตุนิยมวิทยา ศึกษาความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ
 
 
แต่บางที่ก็เรียกอุตุนิยมวิทยาว่า metheorology 
 
ที่คุณเขียนว่า metheorology แปลว่า วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับอนุภาคเล็กๆ ในอากาศ สำคัญที่สุดคือหยดน้ำ เป็นเพราะอะไร
 
 มันก็มีหลายสาเหตุมาก น้ำอาจเป็นหนึ่งในแร่ธาตุที่สำคัญที่สุดในโลกนี้เลยก็ได้ เพราะการที่โลกเรามีสิ่งมีชีวิตหรือการที่สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะน้ำ ชีวิตแรกๆ เกิดมาจากไหนก็เกิดมาจากมหาสมุทรก่อน นี่คือเหตุผลทางธรณีวิทยาหรือชีววิทยา
 
 
 แต่ถ้าพูดถึงเหตุผลทางอุตุนิยมวิทยา น้ำเป็นก๊าซที่น่าสนใจเพราะสามารถเปลี่ยนแปลงสถานะได้ง่ายกว่าชนิดอื่น จริงๆ ก๊าซมีหลายชนิด ไฮโดรเจน ,คาร์บอน แต่เราไม่ค่อยเห็นคาร์บอนเหลว หรือไอคาร์บอน แต่น้ำเปลี่ยนเป็นของเหลวได้ เป็นหยดน้ำ เป็นไอน้ำ บางฤดูมันก็ออกมาเป็นของแข็ง ดังนั้นการที่น้ำเปลี่ยนสถานะได้ มันก็เป็นความน่าสนใจอย่างหนึ่งแล้ว เพราะเราสามารถสังเกตหรือมองเห็นอะไรจากน้ำได้ดีกว่าอย่างอื่น
 
 อีกส่วนหนึ่ง เป็นวิทยาศาสตร์หน่อย คือ การที่ของเปลี่ยนสถานะ ทำให้มันสามารถเก็บรักษาพลังงานเอาไว้ได้ดีกว่า น้ำสามารถละลายหรือระเหยไปได้ที่อุณหภูมิเท่าเดิม ทำให้มันสามารถปลดปล่อยพลังงานที่เกี่ยวกับการระเหยออกมาได้ มีการถ่ายเทพลังงานหรือการรับส่งพลังงานได้ดีกว่าชนิดอื่น
 
 
เราสามารถตีความได้ไหมว่า ปัจจัยต่างๆ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ  "น้ำ" เป็นตัวกำหนดสภาพความเปลี่ยนแปลงหลัก
 
 จะพูดอย่างนั้นก็ได้ครับ อย่างง่ายๆ คือ พายุ ถามว่าทำไมพายุมักเกิดกลางมหาสมุทรแล้วพัดเข้ามา เพราะถ้ามันไปเกิดกลางแผ่นดิน มันจะไม่เกิดพลังงานมากพอ เท่ากับเกิดกลางมหาสมุทร เพราะมันรับพลังงานจากน้ำมาก่อน
 
 อธิบายง่ายๆ ได้ว่า เพราะอากาศทั้งหมด คือการเปลี่ยนแปลงของสถานะน้ำ เมฆ พายุ แม้กระทั่งลมเองที่ดูเหมือนว่าไม่เกี่ยวเลย จริงๆ ก็มีอิทธิพลของน้ำอยู่
 
 
คือ ทุกอย่างเกี่ยวกับน้ำ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม?
 
 ใช่ครับ
 
แล้วคำว่า "อุตุนิยมวิทยา" แบบไทยๆ น่าจะแปลว่าอะไร 
 
 เคยสงสัย เคยลองค้นมาเหมือนกัน อุตุแปลว่าฤดูกาล อุตุนิยมวิทยาคือวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับฤดูกาลครับ   เนื่องจากพออยู่เมืองไทย กรมอุตุฯ ก็จะมีหน้าที่อื่นด้วย ทั้งแผ่นดินไหว คลื่น สึนามิ ฯลฯ เลยทำให้พอคนพูดถึงอุตุนิยมวิทยาในเมืองไทยจะครอบคลุมธรรมชาติโดยรวม คือครอบคลุมสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากอากาศ
 
 
 
ในเมืองนอกหรือระดับสากล เขาครอบคลุมไหม 
 
 ถ้าคำว่า metheorology ไม่ค่อยลงมาถึงดินเท่าไหร่ แต่จะไปหนักทางมหาสมุทรเยอะเพราะว่ามันปฏิเสธไม่ได้ว่าอากาศมีความสัมพันธ์กับน้ำเยอะมาก หรืออุณหภูมิน้ำทะเลเยอะมาก ทำไมบางที่ถึงร้อน ทำไมบางที่ถึงเย็น ถึงแห้ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระแสน้ำที่อยู่ในมหาสมุทรนั้นด้วย
 
 
 
 
สึนามิที่ญี่ปุ่นหรือแผ่นดินถล่มก็มีจุดกำเนิดมาจากน้ำ ?
 
 พูดแบบวิทยาศาสตร์ เอาเข้าจริงๆ ถามว่าแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดเกี่ยวกับน้ำทะเลไหม ก็เกี่ยวนะครับ เกี่ยวกับน้ำเหมือนกัน เกี่ยวกับรอยเลื่อนของแผ่นทวีปใต้พื้นมหาสมุทร แต่อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับฤดูกาล เลยไม่เกี่ยวกับส่วนที่เป็นอุตุฯ จริงๆ
 
 
 ส่วนที่เป็นอุตุฯ จริงๆ จะสนใจแค่ปฏิกิริยา อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเล การระเหยของผิวน้ำทะเลไปในชั้นบรรยากาศ
 เรียกได้ว่ากรมอุตุฯ บ้านเรารับหน้าที่หนักกว่ากรมอุตุฯ เมืองนอกพอสมควร
 
 
 
ช่วงสึนามิที่ญี่ปุ่น คุณเจอคำถามมากไหม
 
 จะมีคนมาถามเกี่ยวกับแผ่นดินไหว ก็จะต้องตอบตลอดเวลาว่าไม่รู้เรื่อง เพราะไม่ได้ทำ ไม่เข้าใจ ไปถามคนอื่นดีกว่า แต่พอมีเรื่องเกี่ยวกับนิวเคลียร์ ปรมาณู นี่มันจะเกี่ยวแล้ว เพราะการแผ่ การมาถึงของสารกัมมันตรังสีจากญี่ปุ่นจะมาถึงเมืองไทยได้ไหม หรือมันจะไปตกที่ไหนบ้าง นี่เป็นเรื่องการพัดพาของกระแสลม ซึ่งจะเกี่ยวกับผมแล้วครับ
 
 
คุณภาณุเรียนเฉพาะทางด้านไหน 
 
 ที่เจาะลึกที่สุดคือฟิสิกส์เมฆ Cloud Physics ศึกษาด้านเมฆโดยเฉพาะ แล้วก็ทำวิจัยเรื่อง สถิติก้อนเมฆ ขนาดของก้อนเมฆ
 
 
ศึกษาเมฆอย่างไร
 
 ผมดูสถิติเมฆ ขนาดเมฆ ว่าแต่ละก้อน ก้อนใหญ่ก้อนเล็กแค่ไหน อะไรเป็นสาเหตุให้มันมีขนาดใหญ่กว่าปกติ หรือเล็กกว่าปกติ
 
 
 ผมจะดูภาพกว้าง ข้อมูลเรดาสถิติ ผมจะไม่ได้ดูทีละก้อน แต่เห็นทั้งสนาม ประมาณทั้งภาคกลาง ดูว่ามีเมฆอยู่ตรงไหน ขนาดไหนบ้าง มีการเปลี่ยนแปลงยังไง ซึ่งมันบอกถึงความชื้นได้ว่าเป็นยังไง แล้วมีแนวโน้มที่จะเกิดพายุขึ้นมาไหม
 
 เช่น เมฆถ้ามีขนาดใหญ่พอก็จะทำให้เกิดฝนตก หรือต่อให้ฝนไม่ตกก็ตามแต่ถ้ามีเมฆมากก็จะกันรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ได้มาก ทำให้พื้นบรรยากาศมีอุณหภูมิต่ำลง
 
 
 
ทำไมถึงสนใจศึกษาเรื่องนี้ 
 
 กึ่งๆ ตกกระไดพลอยโจน เริ่มต้นอยากศึกษาเกี่ยวกับอุตุนิยมวิทยา แต่พอศึกษาไปเรื่อยๆ พบกับอาจารย์ที่ถูกใจ ตอนนั้นสนใจทำเรื่องหยดน้ำในก้อนเมฆก่อน แล้วค่อยๆ แปลงและปรับ ได้อ่านเปเปอร์หลายชิ้น จนมาลงตัวที่เมฆ
 
 
แล้วหยดน้ำในก้อนเมฆมีความน่าสนใจอย่างไร 
 
 เพราะมันมีอะไรที่เรายังไม่รู้อยู่อีกเยอะมั้งครับ อย่างเมฆทุกก้อนไม่ได้ทำให้เกิดฝนตก เมฆมันจะเกิดฝนตกได้เมื่อมันมีหยดน้ำอยู่ขนาดนึง ขณะที่เมฆบางก้อนมีแต่เมฆเฉยๆ ไม่มีฝนลงมา ทั้งที่จริงๆแล้วเมฆที่เราเห็นทั่วไป ปริมาณน้ำจะพอๆ กับสระว่ายน้ำมาตรฐาน เมฆบางก้อน น้ำหนักของมันเท่ากับช้าง 20 ตัว ที่ลอยๆ เห็นๆ กันอยู่ ซึ่งจริงๆ แล้วมันมีปริมาณน้ำอยู่ในเมฆเยอะมาก แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะลงมาถึงพื้นได้
 
 
 มันก็กลับมาเรื่องไอน้ำ คือ ไม่ว่าพื้นที่ไหนจะแห้งแล้งแค่ไหนก็ตาม ก็ต้องมีไอน้ำอยู่ในอากาศ และไอน้ำเยอะมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเอาไอน้ำนั้นมาใช้ประโยชน์ ต่อให้มันกลั่นเป็นหยดก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้มันได้ มันจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อหยดที่มันกลั่นเอามาต้องมีขนาดใหญ่พอจนตกมาเป็นฝนได้เท่านั้น
 
 ฉะนั้นขนาดของหยดน้ำจึงสำคัญ ถ้าเราเข้าใจมันได้ว่าเมฆจะมีโอกาสกลั่นลงมาเป็นฝนไหม ถ้าเราอยากให้เมฆก้อนนั้นเป็นน้ำ เราจะทำยังไง เราจะดึงมันลงมายังไง
 
 
 
อย่างนี้ต้องศึกษาน้ำในพื้นผิวโลกด้วยหรือไม่
 
 จริงๆ ต้องครับ ทางที่ดีควรต้องศึกษาทุกอย่าง ให้รู้ครบถ้วนทุกอย่าง ควรจะรู้ว่าน้ำบนพื้นดินเป็นยังไง ต่อให้ทำเป็นฝนลงมาแล้วดินมันสามารถเก็บน้ำได้หรือเปล่า เพราะถ้าตกลงมาแล้วไหลซึมไปหมด มันก็ไม่ค่อยมีประโยชน์ หรือพืชในตอนนั้นเป็นยังไง ทุกอย่างเกี่ยวกันหมด
 
 
 งานวิจัยเรื่องก้อนเมฆ สภาพอากาศเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว แปรปรวนอย่างที่ผ่านมา มันส่งผลหรือแสดงผ่านทางก้อนเมฆบ้างไหม
 
 มันก็พอจะบอกได้ เช่น อาจารย์สุพจน์ เอี้ยงกุญชร ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้เพิ่งเขียนบทความวิเคราะห์ ที่ผมเห็นด้วยและผมก็เห็นมาพักหนึ่งแล้วว่า ที่สภาพอากาศมันหนาวเย็นผิดปกติ จุดหนึ่งเพราะมีมวลความเย็นจากเมืองจีนลงมา แต่อีกจุดเป็นเพราะว่า มวลความเย็นลักษณะนี้ทำให้เกิดเมฆชนิดหนึ่ง เป็นเมฆที่กำแสงได้ดีมาก ผลก็คือ เมื่อความร้อนไม่ลงมาถึงพื้นโลก ต่อให้ไม่เป็นเวลากลางวันอากาศมันก็จะหนาวผิดปกติ
 
 เป็นเรื่องแปลกเพราะคนไทยจะไม่ค่อยรู้สึกอะไรแบบนี้ เพราะปริมาณอากาศ ปริมาณแสงอาทิตย์เราไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ตลอดทั้งปี ทำให้รู้สึกว่ายังไงอุณหภูมิก็ขนาดนี้ แต่พอไปอยู่เมืองนอกเราจะเห็นเลยว่า บางทีเดินอยู่ในตึกฝั่งที่โดนแสง กับฝั่งที่อยู่ในเงามาตลอด อุณหภูมิมันต่างกันมาก
 
 อันนี้ก็คล้ายๆ กัน สรุปได้ว่าสาเหตุที่เกิดขึ้น เพราะปริมาณเมฆทำให้แสงไม่สามารถทะลุลงมาถึงพื้นผิวได้ อากาศเลยหนาวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
 
 
สาเหตุที่เมฆมากขึ้นคืออะไร
 
 มันเป็นความบังเอิญหรือโชคร้ายของช่วงนี้พอดี จริงๆ ช่วงนี้เป็นหน้าแล้งที่จะต้องแห้งแล้งมากๆ ต้องอธิบายว่า ลมมรสุมที่เข้ามาเมืองไทยมีอยู่ 2 ตัว ช่วงนี้ เป็นช่วงผลัดลมมรสุม เป็นช่วงที่หน้าหนาว เข้าสู่หน้าฝนและเป็นช่วงที่ลมจะต้องเบา เป็นช่วงเปลี่ยนกระแสลม แต่ปีนี้มีความแปลกคือ ลมที่มาจากทางเหนือหรือลมหนาว ยังแรงอยู่ แล้วลมที่เริ่มออกมาจากมหาสมุทรอินเดียหรือลมใต้ มันก็ดันแรงผิดปกติ ทั้งๆ ที่จริงๆ มันควรรออีกพักหนึ่ง พอลมสองตัวนี้มาเจอกัน มันก็เลยเป็นการเจอกันของมวลอากาศเย็น อากาศร้อน เลยทำให้ฝนตกมากเป็นพิเศษ และอากาศเย็นด้วย
 
 นอกจากนี้ ผลจากอุณหภูมิพื้นผิวทะเลที่ต่ำลงเพราะคลื่นสึนามิ ในประเทศญี่ปุ่นก็อาจส่งผลกระทบตรงนี้ได้ด้วย
 
 
 
 ทุกครั้งที่เกิดความผิดปกติอย่างนี้ คุณต้องตั้งคำถามทุกครั้ง ?
 
 ก็ต้องตั้งครับ ต่อให้ไม่ตั้งเองก็จะต้องมีคนมาถาม แต่อาจจะไม่ถึงกับค้นหาคำตอบไว้ทุกครั้ง แต่ก็ค้นหาไว้บ้าง เผื่อคนมาถาม
 
 
มีครั้งไหนที่หาคำตอบได้ยาก
 
 อืม.. จริงๆ ก็ยากทุกครั้งนะครับ เช่น ทำไมอากาศหนาว คำตอบที่ให้ไป มันก็เป็นคำอธิบายเบื้องหลัง เพราะมันเกิดขึ้นแล้ว ก็อธิบายได้ แต่ให้อธิบายล่วงหน้าว่าจะเกิดได้ไหม อันนี้ยาก ซึ่งจริงๆ ตัวนี้ต่างหากที่มีประโยชน์
 
 
แล้วถ้าจะรบกวนให้คาดการณ์อากาศล่วงหน้าแบบระยะสั้นๆ 
 
 ถ้าเมษาอากาศปกติ เดือนหน้า(พฤษภาคม)จะเป็นเดือนที่ฝนตกมากเป็นพิเศษ แล้วจะลดลงในเดือนมิถุนา โดยปกติ ฤดูฝนจะหนัก 2 เดือน เดือนแรก แล้วก็เว้นช่วงกลาง ไปหนักเอาอีกทีเดือนสุดท้าย  ช่วงที่แห้งก็คือเดือนมิถุนา 
 ไม่แน่ใจนะครับ แต่ปีนี้น่าจะปกติ
 
 
ดูเมฆเพื่อคาดการณ์อุณหภูมิก่อนได้ไหม
 
 จะบอกได้แค่ now cast เฉยๆ คือแค่ระยะวันเฉยๆ
 
 
 อย่างตอนนี้ (ชี้ไปที่ท้องฟ้า) คือ คิวมูลัส (cumulus)เมฆก้อนหนึ่ง ที่เล็ก เตี้ย ธรรมดาเมฆจะอยู่กับอากาศดี พอเจอเมฆนี้ปุ๊บ เรารู้ทันทีเลยว่านี่คือเมฆอากาศดี มีความชื้นอยู่พอสมควร ท้องฟ้าโปร่ง พอให้เกิดความร้อน แสงอาทิตย์ตกถึงพื้นได้ แต่ที่เห็นแบบนี้อาจเกิดได้หลายกรณี ต้องดูเปรียบเทียบกับเมื่อเช้าด้วยว่าเป็นยังไง อย่างเมื่อเช้าท้องฟ้าค่อนข้างโปร่ง เลยเกิดเมฆแบบนี้มา
 
 
 อีกกรณีหนึ่งคือ กำลังมีมวลอากาศเย็นค่อนๆ คืบคลานเข้ามา อันนี้ก็เกิดขึ้นได้เหมือนกัน ถ้าเป็นกรณีนั้นจะค่อยๆ ใหญ่ขึ้นๆ และสุดท้ายจะกลายเป็นฝนได้
 
 
 
ตอนเรียนต้องดูท้องฟ้าตลอดเลยหรือเปล่า
 
 ไม่ครับ ดูแต่ข้อมูลเรดาร์ ก็เป็นท้องฟ้าอย่างหนึ่ง
 
 
เคยมองท้องฟ้าแบบทอดสายตาไปเฉยๆ ประเภทไม่คิดหาคำตอบ บ้างหรือเปล่า 
 
 ก็มองแบบทอดสายตาไปไกลนะครับ คือถ้าเรียนมา จะรู้สึกมองแล้วเอามานั่งคิดใคร่ครวญ จะสนุกกว่า ก็เหมือนกับคนเรียนศิลปะ ถ้าคนธรรมดาไปมองก็จะรู้สึกว่ามันสวย แต่ถ้าเป็นคนเรียนศิลปะ ที่เข้าใจทัศนะ มิติ เทคนิค ดูแบบผู้เชี่ยวชาญมันสนุกกว่าอยู่แล้ว ไม่ว่าอะไรก็ตามในโลกนี้
 
 
ความแปรปรวนคือความปกติอย่างหนึ่งของอากาศ ใช่หรือไม่
 
 ใช่ครับ คนที่เขาไม่เชื่อเรื่องโลกร้อน เขาชอบยกเหตุผลอย่างหนึ่งว่า นี่ไม่ใช่อากาศที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะยกตัวอย่างวันในอดีตที่ร้อนกว่านี้มาอธิบายประกอบ แต่เอาเข้าจริงแล้ว ตัวนั้นมันใช้พิสูจน์อะไรไม่ได้ เพราะอากาศจะขึ้นลงๆ ร้อนเย็นๆ อย่างนี้ เป็นรายเดือน รายปี รายวัน รายชั่วโมงอยู่แล้ว แต่เราจะพิสูจน์ได้ก็ต่อเมื่อ เราหาค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปี ดูว่าแต่ละ 5 ปีในอดีต แนวโน้มมันเป็นยังไง
 
 
โดยส่วนตัวคุณเอง ก็คิดว่าความแปรปรวนเป็นปกติอย่างหนึ่ง?
 
 ก็น่าจะใช่นะครับ คือ ที่เราศึกษาอากาศ มันคือศึกษาความเปลี่ยนแปลงจริงๆ ยิ่งตอนนี้พอมาอยู่คณะที่ศึกษาเรื่องดิน ธรณี ก็จะเห็นถึงความแตกต่าง เพราะตอนอยู่เมืองนอก ที่คณะ ส่วนใหญ่ก็จะศึกษาเรื่องอากาศเป็นหลัก แต่พอมาที่นี่ เจอกับนักธรณีจะมีวิธีคิดที่ต่างกันพอสมควร
 
 
 ยกตัวอย่าง เวลาเราจะตั้งชื่อหรือนิยามของ เราจะไม่ตั้งชื่อว่าความเปลี่ยนแปลง เหมือนกับตั้งชื่อคน เช่น คนนี้ชื่อนายภาณุ เพราะว่าเขาเป็นคนอย่างนี้ แต่พอไปอยู่ในอากาศมันไม่ใช่แล้ว การศึกษาอากาศเราจะตั้งชื่อแต่ความเปลี่ยนแปลง ว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ แบบA แบบB ซึ่งตัวของจริงๆ ความหมายมันไม่ได้สำคัญเลยว่าตัวของมันเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะไหน
 
 เช่น คำถามว่าวันนี้อุณหภูมิเท่าไหร่ มันมีความหมายน้อยมากสำหรับนักอุตุนิยมวิทยา ไม่เท่ากับคำถามที่ว่า วันนี้อุณหภูมิมันทำท่าว่าจะร้อนขึ้นหรือเย็นลง ... สรุปว่ามันเป็นการศึกษาที่สนใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงจริงๆ
 
แล้วช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่เราสงสัย ตกใจกับความแปรปรวนของอากาศ อธิบายได้ไหมว่ามันคือความปกติ 
 
 ไม่อยากใช้คำว่าปกติ อย่างน้อยมันก็ไม่ใช่ธรรมชาติอย่างเดียว มันเกิดจากการกระทำของมนุษย์ด้วย อย่างโลกร้อน พอบอกว่ามันปกติ ร้อนกว่านี้ก็มีมาแล้ว คำถามคือแล้วเราไม่ต้องทำอะไรเลยเหรอ รอให้ธรรมชาติปรับตัวเองให้เหมือนเดิมเหรอ มันก็ไม่ใช่ มันค่อนข้างชัดเจนว่ามีเรื่องมนุษย์และเรื่องอื่นๆ อยู่ในนั้นด้วย
 
 
 
 
โลกร้อนในความหมายของคุณ คืออะไร เพราะทุกวันนี้เราใช้กันจนไม่สนใจความหมายของมันกันแล้ว 
 
 ถ้าอธิบายตามหลักวิชาการคือ ชั้นบรรยากาศได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์มากขึ้น ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็คตาม ส่งผลให้เกิดความแปรปรวนเกิดขึ้นได้ง่าย ก็เหมือนรถ วิ่งช้าๆ ก็วิ่งไปตรงๆ ได้ง่าย แต่ถ้ายิ่งวิ่งเร็วเท่าไหร่โอกาสที่จะหลุดโค้ง มีปัญหา เครื่องยนต์ไม่เสถียรก็มีมากขึ้น
 
 
 โลกก็คล้ายๆ อย่างนั้น พอมีพลังงานอยู่ในชั้นบรรยากาศมากขึ้น เลยเกิดความแปรปรวนได้ง่ายขึ้นด้วย
 
 
แล้วอย่างที่มีข่าวว่าอีก10ปี กรุงเทพฯ จะจมน้ำ
 
 คงยากนะครับ แต่ถ้า 50 ปีไม่แน่
 
 
 มันมีโมเดลที่เขาทำจำลองไว้ว่า ถ้าภาวะโลกร้อนมันแย่ขึ้นเรื่อยๆ น้ำแข็งละลาย น้ำทะเลสูงขึ้นมันจะกินตรงไหนบ้าง แต่ก็คงต้องถามคนที่เชี่ยวชาญเรื่องน้ำจริงๆ
 
 
 
แสดงว่าน้ำยังไม่วิกฤติ? 
 
 ยังนะครับ มันก็ยังอยู่บนความเปลี่ยนแปลงมากบ้างน้อยบ้าง ทุกอย่างถ้าเราเข้าใจมัน เราก็รับมือและอยู่กับความเปลี่ยนแปลงได้
 
 
อีกด้านที่เป็นนักเขียน เคยคิดพลอตจากสิ่งที่เรียนมาบ้างหรือไม่
 
 ยังครับ มีแต่คนแซวว่าเอามาทำอะไรได้มั๊ย อะไรทำนองนี้ แต่ยังไม่มีตรงนั้น
 
 
เพราะอะไร
 
 อาจจะเป็นเพราะบางทีทำงานวิทยาศาสตร์เครียดๆ ก็อยากจะมาทำงานเขียน เลยรู้สึกว่าถ้ามันมาปนกัน มันก็แปลกๆ หรือเปล่า เวลาเขียนหนังสือเหมือนกับเป็นที่ที่ให้หลบไปอยู่อีกโลกนึง อยากให้มันไม่เกี่ยวกับงานให้มากที่สุด อยากแยกสองส่วนนี้ให้ห่างจากกัน
 
 
ชาวบ้านอาจจะตกใจกับสภาพอากาศแปรปรวน แต่ในฐานะนักวิชาการที่ศึกษาด้านนี้ มันทำให้ไม่ตกใจไปกับมันมาก ? 
 
 จริงๆ ก็ไม่ค่อยหรอกครับ (หัวเราะ) ก็ตกใจ เศร้าใจ ที่เพิ่มขึ้นมาคือความเจ็บใจ ยังไงเราก็ต้องรู้สึกตลอดเวลาว่าทำไมเราไม่รู้ก่อน บางทีก็มีคนมาค่อนขอดทางเฟซบุ๊คว่าทำไมไม่บอกล่วงหน้า (หัวเราะ)
 
 
 ซึ่งจริงๆ แล้วเราไม่มีทางรู้ ยกเว้นถ้ามีข้อมูลมาเยอะๆ แล้วเราจับตามองมันตลอด 24 ชั่วโมง  ก็อาจจะบอกได้ แต่เอาเข้าจริงๆ อย่างแคทลีนา อเมริกา คนตายเป็นหมื่น ขนาดระดับนั้นเขายังไม่รู้เลยเหรอว่ามันเกิดอะไรขึ้นหรือผิดพลาดอย่างไร ทำไมไม่มีใครรู้ หรืออย่างญี่ปุ่นที่เขาน่าจะเชี่ยวชาญเรื่องแผ่นดินไหวมากๆ แต่สุดท้ายแล้ว มนุษย์เราก็ยังไม่มีทางรู้ทันธรรมชาติ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็คงต้องพยายามต่อไปครับ
 
ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก : http://www.bangkokbiznews.com
โดย : ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ
 
แนะนำเมื่อ 24ก.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,547,026 ครั้ง