แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

วาด รวี: ธุรกิจทางปัญญาในตลาดไม่เสรี (2)

 

 
ร้านหนังสือและระบบจัดจำหน่าย
 
         เมื่อก่อน สมัยที่ยังมีร้านดวงกมลที่ซีคอนสแควร์ ผมจำได้ว่าการเข้าร้านหนังสือสำหรับผมเป็นเหมือนกับการผจญภัย เป็นความเพลิดเพลิน สามารถที่จะคลุกอยู่ในร้านได้ทั้งวัน แต่บรรยากาศแบบนี้ไม่เกิดขึ้นอีกแล้วในร้านหนังสือไทยปัจจุบัน
 
         สำหรับนักอ่าน การเดินเข้าไปในร้านหนังสือเป็นเรื่องตื่นเต้น เป็นเหมือนการแสวงหา นักอ่านกำลังค้นหาเครื่องมือ ค้นหาประตูที่จะนำพาเขาไปเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนา การค้นหาหนังสือที่ตอบสนองความต้องการนี้จึงมีความหมายมากกว่าแค่ demand ของสินค้า แต่สภาพของระบบร้านหนังสือและการจัดจำหน่ายในขณะนี้ ทำให้ร้านหนังสือไม่ใช่สถานที่ของนักอ่านอีกต่อไป ไม่ใช่สถานที่สำหรับการค้นหา เป็นแค่ที่ไว้ซื้อของที่ต้องการ
 
         พูดถึงร้านหนังสือก็จะมีประเด็นขึ้นมาว่า งานหนังสือทำให้ร้านหนังสือ ระบบร้านหนังสือตาย  ซึ่งไม่จริง
 
         ในวงการหนังสือจะชอบมีเสียงร้องขึ้นเป็นพัก ๆ ว่าอะไรสักอย่างจะตาย ร้านหนังสือตายนี่ก็พูดกันขึ้นมาหลายครั้งแล้ว เมื่อเร็ว ๆ นี้อ่านนิตยสารก็เจออีก
 
         ระบบร้านหนังสือของเรา เริ่มค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นระบบฟรังไชส์ในทศวรรษ 2530  และเปลี่ยนอย่างจริงจังในทศวรรษ 2540  ปัจจุบันร้านหนังสือมากกว่าครึ่งเป็นร้านฟรังไชส์ ซึ่งก็มีอยู่แค่สองเจ้าเท่านั้น
 
         ความเป็นธุรกิจร้านหนังสือ ส่วนหนึ่งของมันอยู่ในธุรกิจหนังสือ แต่อีกส่วนมันคือธุรกิจการค้าปลีก ธุรกิจการค้าปลีกในเมืองไทยผูกติดอยู่กับห้าง และซุปเปอร์สโตร์เป็นหลัก สังเกตว่าร้านหนังสือที่ stand alone มีน้อย  ร้านหนังสือฟรังไชส์อย่างซีเอ็ดหรือนายอินทร์ก็จะขยายสาขาไปตามบิ๊กซี โลตัส หรือห้างสรรพสินค้า เพราะนี่เป็นทางไปของธุรกิจค้าปลีก เป็นเรื่องของการสร้างตลาดในความหมายทางกายภาพ คือทำให้เกิดสถานที่ ๆ มีคนมาเดิน ลำพังร้านหนังสืออย่างเดียว ไปตั้งอยู่โดด ๆ ไม่สามารถทำได้  หรือแม้แต่ทำในลักษณะของ street bookshop คือมีร้านหนังสือเรียง ๆ กันหลาย ๆ ร้านอยู่ใกล้ ๆ กันก็ไม่เกิดในเมืองไทย แต่เกิดพื้นที่ขายอีกแบบ คือเป็นลักษณะที่มีผู้พิมพ์มารวมอยู่ในที่เดียวกันมากกว่า อย่างเช่น บุคทาวเวอร์ที่ตึกดับเบิลเอ และงานบุคแฟร์ต่าง ๆ
 
         ดังที่กล่าวไปแล้วว่า หนังสือไม่ใช่สินค้า เพราะฉะนั้นมองร้านหนังสือในมิติการค้าปลีกอย่างเดียวไม่ได้ สิบกว่าปีก่อน หลังจากเกิดเซ่เว่นอีเลเว่นใหม่ ๆ ก็มีการทดลองที่จะขายหนังสือในร้านสะดวกซื้อ  ผ่านมาจนถึงปัจจุบันก็พบว่าทำได้กับหนังสือบางประเภท ที่สามารถทำให้เป็นสินค้าได้ แต่ทำไม่ได้กับหนังสือส่วนใหญ่ โดยเฉพาะหนังสือซีเรียส
 
         ประเด็นสำคัญคือ โครงสร้างของระบบการขายปลีกหนังสือของไทยเป็นระบบธุรกิจในแนวดิ่ง ร้านหนังสือฟรังไชส์เจ้าใหญ่สองเจ้าเป็นทั้งสำนักพิมพ์ และเป็นผู้จัดจำหน่ายด้วย  ในระบบตลาดเสรีการทำธุรกิจแนวดิ่งจะต้องมีการควบคุม  แต่ส่วนมากจะไม่ค่อยเกิด เพราะในต่างประเทศ ร้านหนังสือก็คือร้านหนังสือ  คุณจะไม่เห็นสำนักพิมพ์เพนกวินไปเปิดร้านหนังสือขยายสาขาไปทั่วโลก และคุณก็จะไม่เห็นร้านใหญ่ ๆ อย่างบานส์แอนด์โนเบิลพิมพ์หนังสือแข่งกับเพนกวิน เพราะมันคือธุรกิจคนละประเภท และมันมี conflict of interest   ถ้าคุณเป็นทั้งสำนักพิมพ์ ผู้จัดจำหน่าย และร้านหนังสือด้วย กลไกของตลาดเสรีจะไม่ทำงาน ดังนั้นเขาจะไม่ปล่อยให้สภาพแบบนี้เกิดขึ้น แต่โครงสร้างของระบบขายปลีกหนังสือของเราเป็นธุรกิจในแนวดิ่งเกือบทั้งหมด คุณจะสังเกตว่า ไม่เฉพาะเจ้าใหญ่ ๆ อย่างซีเอ็ดหรืออมรินทร์ ผู้จัดจำหน่ายของเราก็มีธุรกิจสำนักพิมพ์ ร้านหนังสือใหญ่ ๆ อย่างศูนย์หนังสือจุฬาฯ โอเดียน หรือสุริวงศ์ก็พิมพ์หนังสือ  แม้แต่สำนักพิมพ์เล็ก ๆ ก็ยังเปิดร้านหนังสือ  นี่เป็นวิธีคิดของการขยายธุรกิจในแนวดิ่ง คือทำหลายอย่าง
 
         โครงสร้างแบบนี้จะทำให้แรงผลักดันในการขายหนังสือมาจากผู้พิมพ์เป็นหลัก แล้วก็เป็นไปแบบของใครของมัน เพราะฉะนั้นผู้พิมพ์ต่าง ๆ ก็จะต้องเร่ร่อนไปเปิดบูทขายหนังสือตามงานต่าง ๆ ตลอดทั้งปี  และที่สำคัญก็คืองานหนังสือปีละสองครั้ง  นี่เป็นโครงสร้างของระบบการขายปลีกหนังสือของเรา ที่ไม่มีผู้จัดจำหน่ายอาชีพ ไม่มีร้านหนังสืออาชีพ ที่มี Know How และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
 
         ระบบร้านหนังสือและการจัดจำหน่ายหนังสือขณะนี้เป็นระบบที่มีแรงผลักดันจากผู้พิมพ์ ส่วนที่เป็นร้านก็มีร้านฟรังไชส์เป็นโครงสร้าง ขยายตัวไปตามตลาดการค้าปลีก ส่วนที่เป็นหน่วยขายเล็ก ๆ ก็เป็นของสำนักพิมพ์เองหรือไม่ก็เครือข่ายของผู้พิมพ์ ซึ่งเดินสายไปตามงานต่าง ๆ
 
         เฉพาะในส่วนของระบบร้านหนังสือก็จะถูกผูกขาดโดยระบบฟรังไชส์ ที่จะสามารถกำหนดการดิสเพลย์หนังสือได้ ในขณะเดียวกันร้านในระบบฟรังไชส์พวกนี้ก็จะถูกบีบจากตลาดการค้าปลีกอีกที ซึ่งก็ทำให้ต้องพัฒนาร้านให้เป็นพื้นที่ของหนังสือที่เป็นสินค้าเท่านั้น ไม่เช่นนั้นก็อาจจะอยู่ไม่รอดในตลาดค้าปลีก ซึ่งมีต้นทุนสูงโดยเฉพาะค่าเช่า
 
         เวลาผมพูดถึง “หนังสือที่กลายเป็นสินค้า” นี้  หมายถึงหนังสือที่ตอบสนองตลาดบริโภค หนังสือเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือเพื่อความบันเทิง หรือหนังสือกระแสเท่านั้น อาจจะเป็นหนังสือความรู้ก็ได้  เช่น หนังสือขายดี หนังสือคู่มือ หรือหนังสืออ้างอิงที่ต้องใช้เป็นคู่มือ หนังสือธรรมะ ลักษณะของหนังสือที่สามารถเป็นสินค้าได้เหล่านี้ ส่วนใหญ่ ถ้าไม่มีคอนเทนต์ที่หยุดนิ่ง ก็จะต้องเป็นคอนเทนต์ที่ตลาดมาก ๆ คือ ค่อนข้างฉาบฉวย  ส่วนหนึ่งเป็นหนังสือที่จัดทำเนื้อหาลวก ๆ ตั้งราคาไม่แพง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นหนังสือไม่ดีทั้งหมด หนังสือดีก็มี  จริง ๆ อย่างชุดงานคลาสสิกของสำนักพิมพ์เพนกวินก็เป็นตัวอย่างหนึ่งในต่างประเทศของหนังสือที่สามารถทำให้เป็นสินค้า อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของเรื่องก็คือ หนังสือเหล่านี้ไม่มีวิญญาณของความรู้ ไม่ได้เชื่อมต่อหรือนำไปสู่การสนทนาทางปัญญาที่กำลังมีชีวิตอยู่ ร้านหนังสือในระบบแบบนี้ไม่ใช่สถานที่ทางวัฒนธรรม ไม่มีบรรยากาศของการค้นหา เป็นแค่ที่ไว้ซื้อขายของ ร้านหนังสือที่ยังมีบรรยากาศของการค้นหาจึงเหลือแต่เพียงร้านหนังสืออิสระซึ่งอยู่ชายขอบของการค้าปลีก
 
         ด้านการตอบสนองความต้องการซื้อ ร้านหนังสือฟรังไชส์เกือบทั้งหมดเป็นร้านขนาดเล็กที่จุหนังสือได้ไม่กี่พันปก จึงไม่สามารถตอบสนองความหลากหลายได้ เพราะหนังสือใหม่ปีหนึ่งมีเป็นหมื่น ๆ ปก  เราต้องการร้านหนังสือขนาดใหญ่มากกว่าปัจจุบันที่มีอยู่ไม่กี่ร้าน ระบบร้านหนังสือของเรายังล้าหลัง ขาดความละเอียดอ่อน ไม่สามารถที่จะจัดการความหลากหลายของหนังสือได้ เราต้องการร้านหนังสือที่มี know how เพื่อที่จะจัดการกับความหลากหลายของหนังสือ แม้แต่ร้านใหญ่ ๆ เท่าที่มีอยู่ก็เทียบไม่ได้กับร้านดวงกมลในอดีต ไม่ต้องพูดถึงการไปเปรียบกับร้านต่างประเทศอย่างคิโนะคุนิยะ แต่โครงสร้างแบบธุรกิจในแนวดิ่งที่เป็นอยู่ก็ทำให้ไม่มีแรงจูงใจให้ร้านหนังสือพัฒนา Know How เหล่านี้ขึ้นมา เพราะไม่สนใจจะเป็น expertise ไม่สนใจที่จะพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านขึ้นมาเพราะคอนเซ็นเทรทอยู่กับการทำธุรกิจหลายอย่าง
 
         ทุกวันนี้นักอ่านไม่เข้าร้านหนังสือทั่วไปแล้ว ถ้าจะหาหนังสือหากไม่ไปงานหนังสือก็ไปคิโนะคุนิยะ ไปร้านหนังสือต่างประเทศมือสอง ร้านหนังสือทางเลือก หรือไม่ก็สั่งจากอินเตอร์เน็ต
 
         เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า งานหนังสือเป็นผลผลิตของระบบ  ไม่ใช่เป็นตัวที่จะไปทำลายระบบ  ไม่สามารถทำลายได้  เพราะระบบเป็นอย่างนี้อยู่  เป็นระบบฟรังไชส์ เป็นระบบแบบธุรกิจในแนวดิ่ง แม้แต่ในงานหนังสือก็จะมีร้านหนังสือหลัก ๆ มาเปิดบูทอยู่ นายอินทร์ ซีเอ็ด บีทูเฮช โอเดียน สุริวงศ์
 
 
ความสามารถในการแข่งขัน?
 
 
         พอดีวันที่คุณเรืองเดชติดต่อให้ผมมาบรรยายในวันนี้ ผมกำลังหยิบรายงานเก่า ๆ ของสมาคมผู้พิมพ์ผู้จัดจำหน่ายหนังสือขึ้นมาพลิก ๆ ดู  ก็เจอบทความที่เห็นว่ามีประเด็นวิจารณ์
 
         บทความนี้ชื่อ บทวิเคราะห์ อุตสาหกรรมสำนักพิมพ์ และการอ่านในสังคมไทย  สังเกตชื่อนะครับ เขาใช้คำว่า “อุตสาหกรรม” นะครับ  และวิเคราะห์ “การอ่าน” ด้วย   แต่เนื้อหาไม่มีอะไรเกี่ยวกับการอ่านสักเท่าไร นอกจากนโนบายส่งเสริมการอ่าน แล้วก็สิ่งที่เขาอ้างมาเป็น “ดัชนีการอ่าน” ก็คือข้อมูลจากสำนักอุทยานการเรียนรู้ เป็นตัวเลขในปี 2548 อ้างว่า  เวียดนามอ่านหนังสือเฉลี่ย 60 เล่มต่อปี  เก่าหลีใต้ 52.2 เล่มต่อปี  ญี่ปุ่น 50 เล่มต่อปี  สิงคโปร์ 40 – 50 เล่มต่อปี  มาเลเซีย 40 เล่มต่อปี  สาธารณรัฐเช็ก 16 เล่มต่อปี  ไทย 2 เล่มต่อปี  ฯลฯ  เสร็จแล้วก็สรุปว่า ข้อมูลตัวเลขดัชนีนี้สะท้อนสถานการณ์การอ่านที่ต่ำมาก ๆ ต้องกำหนดนโยบายส่งเสริมการอ่านต่าง ๆ
 
         ตัวเลขพวกนี้ผมไม่รู้ว่าเขาใช้วิธีการสำรวจหรือเก็บตัวเลขแบบไหนนะครับ แต่เชื่อว่า ส่วนหนึ่งเป็นตัวเลขที่มาจากยอดขายหนังสือ  โดยเฉพาะเวลาสมาคมผู้พิมพ์ฯ นำเสนอนี่ก็จะชอบวิเคราะห์จากตัวเลขยอดขายหนังสือ  แล้วก็เอายอดขายหนังสือ หรือยอดการลงทุนหนังสือไปดูว่ากี่เปอร์เซ็นต์ของ GDP  อะไรทำนองนี้ ฐานคิดของบทวิเคราะห์เหล่านี้เป็นเรื่องของการ “ขาย” หนังสือ ไม่ใช่การ “อ่าน”
 
         อีกส่วนหนึ่ง เขาขึ้นหัวข้อว่า “ความสามารถในการแข่งขัน” ผมจะอ่านให้ฟังบางประโยคนะ เช่น ความอยู่รอดของสำนักพิมพ์จึงขึ้นกับอุปสงค์-อุปทาน และปัจจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์ เช่น รายได้ของผู้บริโภค ความแตกต่างของประเภทผลิตภัณฑ์ ราคาผลิตภัณฑ์ และต้นทุนในการผลิตเป็นสำคัญ ดังนั้นอุตสาหกรรมสำนักพิมพ์จึงจัดได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันแบบกึ่งสมบูรณ์ กล่าวคือ เป็นอุตสาหกรรมที่ผู้ประกอบการแต่ละรายสามารถกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ได้อย่างอิสระ ตามความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ระหว่างสำนักพิมพ์ โดยผู้บริโภคสามารถใช้วิจารณญาณในการเลือกซื้อ..ฯลฯ
 
         แล้วเขาก็แสดงภาพกราฟนะครับ
 
 
 
 
 
         เป็นวงกลมสามวง แล้วก็แสดงสัดส่วนของผู้พิมพ์แบบต่าง ๆ ซึ่งแบ่งเป็น กลุ่มผู้นำตลาด กลุ่มสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ กลุ่มสำนักพิมพ์ขนาดกลาง กลุ่มสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก เสร็จแล้วก็มีข้อสรุปว่า การพิจารณาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการแต่ละรายในตลาด...เป็นการพิจารณาความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริงของผู้ประกอบการ กล่าวคือ พบว่ากลุ่มผู้นำตลาด อาจกล่าวได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงสุด เนื่องจากเมื่อพิจารณาโดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ประกอบการในกลุ่มผู้นำตลาดมีความสามารถในการครอบครองสัดส่วนการตลาดได้สูงสุด ดังในตาราง..ฯลฯ
 
         คือบทวิเคราะห์แบบนี้เนี่ย นอกจากจะตั้งอยู่บน “การขาย” หนังสือ ไม่ใช่วัฒนธรรมหนังสือจริง ๆ แล้ว  การ apply ทฤษฎีการตลาด ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พวกนี้ยังเป็นสิ่งที่ใช้ไม่ได้
 
 
ระบบเศรษฐกิจสังคมการเมืองที่เราทำธุรกิจหนังสืออยู่ เป็นระบบทุนนิยมเสรีจริงหรือไม่?
 
 
          นี่คือคำถามสำคัญนะครับ ก่อนที่คุณจะ apply ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ทฤษฎีการตลาด ดีมานด์ ซัพพลาย มือที่มองไม่เห็น อดัม สมิท อะไรทั้งหลาย  ก่อนอื่นตอบคำถามนี้ให้ได้ก่อน
 
          ยกตัวอย่าง เช่น คำว่า “ความสามารถในการแข่งขัน” นี่เป็นศัพท์เฉพาะทางเศรษฐศาสตร์นะครับ  ถามว่า  คุณจะวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันได้เนี่ย ตามทฤษฎี มันต้องมีสภาพที่ “เสรี” ก่อนใช่ไหม เป็นเงื่อนไขเพื่อเปิดให้เกิดการแข่งขันอย่างสัมบูรณ์
 
          ดังที่กล่าวไปแล้วนะครับ ในส่วนของการขายผ่านระบบร้านหนังสือนั้น อยู่ในโครงสร้างของระบบร้านแบบฟรังไชส์ซึ่งทำธุรกิจในแนวดิ่ง เพราะฉะนั้นมันมี conflict of interest ที่ทำให้กลไกตลาดแบบเสรีไม่ทำงาน หรือทำงานได้ไม่เต็มที่ จะพูดว่ามีการแข่งขันแบบเสรีนี่ไม่ได้
 
          หันมาดูพื้นที่อื่นที่มีสัดส่วนไม่น้อยกว่าการขายปลีก เช่น การขายผ่านระบบห้องสมุด  คนทำสำนักพิมพ์ในประเทศนี้ทราบกันดีว่าเป็นระบบกินเปอร์เซ็นต์นะครับ พูดง่าย ๆ ก็คือ ใต้โต๊ะ ถ้าคุณจะขายหนังสือให้ห้องสมุด  คุณไม่ต้องไปพูดถึงความสามารถในการแข่งขันบ้าบออะไร เอาง่าย ๆ จะให้กี่เปอร์เซ็นต์ ทำส่วนลดมาเท่าไร  สามารถจัดหนังสือได้ตามโพยไหม
 
          ระบบเศรษฐกิจของเรา ไม่ใช่เฉพาะในธุรกิจหนังสือ แต่ในระบบเศรษฐกิจสังคมการเมืองโดยทั่วไป เป็นระบบทุนอุปถัมภ์  เป็นระบบเส้นสาย  หรือการใช้สายสัมพันธ์ที่ชอบเรียกกันว่าคอนเน็กชั่นนั่นแหละ  ทุนขนาดใหญ่ในประเทศนี้สะสมทุนขึ้นมาได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจสัมปทาน นี่เป็นโครงสร้างจริง ๆ ของระบบเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ เส้นเลือดใหญ่ของโครงสร้างระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบนี้คือการขอและการให้สัมปทานผ่านระบบเส้นสาย ไม่ใช่ความสามารถในการผลิตออกมาแล้วไปแข่งขันกันในตลาดเสรี
 
          เพราะฉะนั้นเวลาผมได้ยินคนทำหนังสือคนทำวรรณกรรมขายหนังสือไม่ได้แล้วด่าทุนนิยมเสรี โลกาภิวัฒน์อย่างโน้นอย่างนี้ หรืออีกแบบในทางตรงกันข้ามก็วิเคราะห์ตลาดหนังสือด้วยทฤษฎีอย่างโน้นอย่างนี้ ความสามารถในการแข่งขัน อุปสงค์ อุปทาน ปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์  ฯลฯ
 
         บ้าหรือเปล่า  ประเทศนี้เป็นทุนนิยมเสรีตั้งแต่เมื่อไร  คุณเคยอยู่ในระบบสังคมเศรษฐกิจแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไรจึงบอกได้ว่ามันทำให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ มันเคยมีจริงที่ไหน
 
 
Perfect Competition
 
 
         อันดับแรกก่อนจะ apply ทฤษฎี คุณต้องรู้ว่าไอเดียทางเศรษฐศาสตร์พวกนี้เอามาจากตะวันตก และมันตั้งอยู่บนฐานคิดที่เป็นเสรีนิยม คำว่า ความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งแปลมาจากคำว่า Competitiveness นี่จะต้อง apply บนไอเดียพื้นฐานว่าจะต้องผลักดันตลาดไปสู่สภาพที่ perfectly competitive คือเปิดให้มีการแข่งขันแบบสัมบูรณ์ Perfect Competition ปราศจากการแทรกแซง ไม่มีการอุดหนุน
 
         แต่ระบบเศรษฐกิจสังคมการเมืองของเราเต็มไปด้วยการแทรกแซง เต็มไปด้วยการอุดหนุนในลักษณะต่าง ๆ ในสภาวะแบบนี้ ไม่มีความสามารถในการแข่งขันตามทฤษฎีอยู่จริง
 
         ระบบเศรษฐกิจสังคมการเมืองของเราไม่ใช่เสรีนิยม แต่เป็นจารีตนิยม
 
         สิ่งที่เป็นอยู่ก็คือ คุณอยู่ในระบบตลาดที่เต็มไปด้วย conflict of interest เต็มไปด้วยการแทรกแซงในรูปแบบต่าง ๆ และเจรจาต่อรองกันผ่านระบบเส้นสาย สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดการผูกขาดขึ้นมาเป็นการตลาดแบบสวามิภักดิ์ และอุปถัมภ์กันเป็นช่วงชั้น
 
         คุณพิมพ์หนังสือออกมาส่งให้สายส่งจัดจำหน่าย แล้วคุณก็นึกว่าตัวเองกำลังทำธุรกิจอยู่ในตลาดเสรี ฉันขายได้เพราะความสามารถของฉัน เธอขายไม่ได้เพราะเธอไม่มีความสามารถในการแข่งขัน  เพ้อเจ้อ
 
         ทั้งหมดนี่เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ความสามารถในการแข่งขันของสำนักพิมพ์ใหญ่คือมีเงินไปซื้อลิขสิทธิ์ของที่ขายได้แน่ ๆ มาแปลขาย มีคอนเน็กชั่นมีเส้นสายที่จะยืดหยุ่นธุรกิจของตัวเพื่อสมประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ สามารถรับเหมาโครงการพิมพ์ขนาดใหญ่ หรือยัดเยียดหนังสือของตนเข้าไปอยู่ในโครงการอะไรสักอย่างเพราะมีคนเส้นใหญ่ถือหุ้นด้วย การสั่งซื้อหนังสือเข้าห้องสมุด หรือเป็นหนังสือเรียนก็ผ่านวีธีคิดแบบอนุรักษ์นิยมที่เน้นการควบคุมความคิด ไม่ใช่ตั้งอยู่บนฐานคิดแบบเสรีนิยม อีกทั้งยังผ่านระบบคอรัปชั่นที่ก็เป็นเรื่องของเส้นสาย บารมี และต่อรองให้เปอร์เซ็นต์กัน  การขายหน้าร้านก็เต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน คนที่ไม่รู้สึกก็เพราะคุณอยู่ในจุดที่เล็กกระจิ๋ว อยู่ในห้องแคบ ๆ ที่เขาซอยแบ่งให้ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีโอกาสในการแข่งขัน ไม่มีพื้นที่ให้คุณทำตลาดเลย มี แต่มีแบบมีกรอบจำกัด เหมือนคอกที่เขากั้นคุณให้อยู่แค่นั้น ตราบใดที่คุณไม่สามารถเสนอคอนเทนต์ของคุณ องค์ความรู้ของคุณเข้าไปแข่งขันในการศึกษาในระบบ เข้าไปแข่งขันในพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่เป็นชีวิตทางเศรษฐกิจสังคมการเมืองจริง ๆ ของผู้คนได้ พื้นที่ที่คุณแข่งขันอยู่แล้วนึกว่าเสรีก็เป็นแค่คอกเล็ก ๆ เท่านั้น
 
         การพูดเรื่องวัฒนธรรมการอ่าน วิจัยตัวเลข คิดหานโยบายส่งเสริมการอ่าน ในสภาพแบบนี้ทำไปอีกร้อยปีก็ไม่ขยับไปไหน ทำไปอีกร้อยปีก็ไม่สามารถพัฒนา ตราบใดที่ยังมองไม่เห็นสภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจสังคมการเมือง และลักษณะของโครงสร้างตลาดที่เป็นอยู่จริง  และเมื่อเข้าใจสภาพที่เป็นอยู่จริงแล้ว จะพบว่าการวิเคราะห์ที่เป็นอยู่ มานั่งนับว่าคนไทยอ่านหนังสือวันละกี่บรรทัด กี่เล่ม ล้วนเป็นเรื่องไร้สาระทั้งสิ้น
 
          ขอบคุณครับ
 
ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก เฟซบุ๊ค UndergroundBuleteen Thailand 
แนะนำเมื่อ 24ก.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,546,937 ครั้ง