แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

วาด รวี: ธุรกิจทางปัญญาในตลาดไม่เสรี (1)

 

 
สำหรับบรรยายวันที่ 23 มิถุนายน 2012 (ร่างเสร็จ 20-06-12) ในการประชุมทางเลือก ทางลง หรือทางรุ่ง ของธุรกิจอิสระขนาดเล็กในวงการหนังสือไทย  ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโดยเครือข่ายธุรกิจหนังสือขนาดเล็ก
 
 
          สวัสดีผู้พิมพ์ทุกท่าน  เจ้าของร้านหนังสือ และผู้ที่อยู่ในธุรกิจหนังสือทั้งหลาย  นักศึกษา และผู้ที่มาร่วมฟังอยู่ในขณะนี้
 
          เนื้อหาที่ผมจะพูดในวันนี้ ส่วนหนึ่งได้มาจากการอ่านหนังสือเล่มนี้  ซึ่งผมได้มาจากคุณชัยพร อินทุวิศาลกุล สนพ.สมมติ  7 – 8 ปีแล้ว หนังสือเล่มนี้ชื่อ So Many Books เขียนโดย Gabriel Zaid  ซาอิดเป็นปัญญาชนที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในโลกของภาษาสเปน
 
           หนังสือเล่มนี้เปิดมาบทแรกก็ขึ้นหัวเรื่องว่า  “ถึงนักอ่านผู้ไม่มีความสำนึกผิด” (To the Unrepentant Reader)
 
           ย่อหน้าแรกเขาเขียนว่า: การอ่านหนังสือกำลังเติบโตเป็นทวีคูณ แต่การเขียนหนังสือกำลังเติบโตแบบยกกำลัง  ถ้าความอยากเขียนหนังสือดำเนินไปโดยไม่มีการตรวจสอบ  ในอนาคตอันใกล้อาจจะมีคนเขียนมากกว่าคนอ่าน
 
           บทที่สองขึ้นหัวเรื่องว่า “เหล่าหนังสือที่น่าละอายใจ” (An Embarrassment of Books) สองย่อหน้าแรกกล่าวว่า: คนที่ปรารถนาวัฒนธรรมของปัจเจก ที่เข้าร้านหนังสือด้วยความกังวล และตื้นตันกับหนังสือจำนวนมหาศาลที่ไม่เคยอ่าน  พวกเขาซื้อหนังสือที่มีคนบอกว่าดี  พยายามอย่างไร้ผลที่จะอ่านมันให้จบ  แล้วเมื่อเขามีหนังสือที่ไม่ได้อ่านสักครึ่งโหล เขาก็รู้สึกแย่ และหวาดกลัวที่จะซื้อเพิ่มอีก
 
          ในทางกลับกัน ก็มีวัฒนธรรมที่ส่งเสริมให้คนเป็นเจ้าของหนังสือเป็นพัน ๆ เล่ม โดยไม่เคยอ่าน  แล้วก็ยังไม่สูญเสียความปรารถนาจะซื้อเพิ่มเข้ามาอีก
 
 
          ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญอันหนึ่งในวันนี้ หลายท่านก็อาจจะรู้สึกว่าคุ้นเคยกับบรรยากาศหรือความรู้สึกนี้ สิ่งที่ผมจะพูดในวันนี้ ไม่ใช่เคล็ดลับการพิมพ์หนังสือให้ประสบความสำเร็จในการขาย  ดังนั้นท่านที่มีวัตถุประสงค์ในการฟังที่ต่างออกไป ก็อาจจะเสียเวลาเปล่า
 
          เราจะคุยกันถึงการพิมพ์หนังสือซีเรียส เช่น วรรณกรรม, หนังสือปรัชญา ความคิด หรืองานวิชาการที่ไม่ใช่ตำรา รายงาน หรือการวิจัย
 
          ประเด็นสำคัญแรกก็คือคำถามว่า
 
 
การพิมพ์หนังสือเป็นกิจกรรมหรือธุรกิจ? 
 
 
          มีข้อเท็จจริงสองส่วนก็คือ ประการแรก ผู้พิมพ์หนังสือซีเรียสส่วนใหญ่ ทั้งโลก ล้วนมองการพิมพ์หนังสือของตนเป็น “กิจกรรม” ไม่ใช่ธุรกิจ ไม่ว่าการพิมพ์นั้นจะประสบความสำเร็จทางธุรกิจหรือไม่ สำนักพิมพ์ที่พิมพ์งานซีเรียสส่วนใหญ่เป็นสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก
 
          รากเหง้าของการพิมพ์หนังสือซีเรียสคือการทำตามแรงปรารถนาทางปัญญา มันเป็นงานอดิเรก ไม่ใช่งานอาชีพ อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า การพิมพ์หนังสือซีเรียสจะไม่สามารถเป็นธุรกิจได้
 
          ประการที่สอง ในวงการหนังสือไทย การพิมพ์หนังสือซึ่งเป็นปรากฏการณ์ และขับเคลื่อนความคิด หรือแม้แต่การพิมพ์นิตยสารวรรณกรรม ทั้งหมดเป็นกิจกรรม ไม่ใช่ธุรกิจ ยกตัวอย่าง ตั้งแต่ โลกหนังสือ ช่อการะเกด ถนนหนังสือ ไรเตอร์ จนถึงวารสารหนังสือใต้ดิน ทั้งหมดนี้เป็น “กิจกรรม” ไม่ใช่ธุรกิจ  อันที่จริง แม้แต่สำนักพิมพ์ที่พิมพ์งานซีเรียสส่วนใหญ่ของเรา ก็เป็นกิจกรรมมากกว่าธุรกิจ  มีสำนักพิมพ์เพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถนับได้ว่าเป็นธุรกิจจริง ๆ
 
          เส้นแบ่งของการแยกแยะระหว่างความเป็นธุรกิจกับกิจกรรมก็คือ การเป็นธุรกิจนั้น อย่างน้อยที่สุดจะต้องอยู่รอดได้ในระบบตลาด ส่วนในกรณีของกิจกรรมนั้น จะอยู่ด้วยการอุดหนุนจากปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่ตลาด
 
          ตรงนี้กำลังพูดถึงสำนักพิมพ์ที่พิมพ์แต่งานซีเรียสเป็นหลักนะครับ
 
          ตั้งแต่ พ.ศ.2500 เป็นต้นมา ประวัติการพิมพ์หนังสือซีเรียสของไทยเป็นการพิมพ์ด้วยเงินอุดหนุน ช่วงแรก ๆ ที่ยังอยู่ในบรรยากาศของสงครามเย็นก็จะมีเงินอุดหนุนจากยูเสด  ถ้าใครยังจำได้สมัยนั้นจะมีหนังสือแปลชุดเสรีภาพ นี่ก็เป็นเงินอุดหนุนจากอเมริกา จำนวนหนึ่งเป็นงบประมาณของ CIA  สำนักพิมพ์ต่าง ๆ ที่เป็นเครือข่ายของ ส.ศิวรักษ์ ก็อยู่ด้วยเงินอุดหนุนจากต่างประเทศ
 
          จนกระทั่งหลัง 6 ตุลา คือในทศวรรษ 2520  ก็เริ่มมีบทบาทของผู้อุดหนุนที่เป็นเอกชน  สังเกตนะครับ ผมใช้คำว่า “ผู้อุดหนุน” ที่เป็นเอกชน  คนสำคัญก็คือ สุข สูงสว่าง ซึ่งคุณสุขก็มีแหล่งเงินกู้อยู่ในต่างประเทศ
 
          จุดที่เริ่มเปลี่ยนคือ ทศวรรษ 2530  ซึ่งปรากฏสำนักพิมพ์ที่ลงทุนพิมพ์หนังสือด้วยเงินของตัวเอง โดยไม่มีเงินอุดหนุน เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพิมพ์หนังสือซีเรียส ควบคู่ไปกับผู้พิมพ์ที่ได้รับเงินอุดหนุน
 
          แต่บทบาทของผู้พิมพ์ที่เป็นสำนักพิมพ์ที่ลงทุนด้วยเงินของตัวเองนี้ มีนัยยะสำคัญและขึ้นมามีบทบาทนำในการพิมพ์หนังสือก็คือหลังฟองสบู่แตก ในทศวรรษ 2540  หลังจากฟองสบู่แตก 2-3 ปีก็เกิดผู้พิมพ์เยอะมากแล้วก็ค่อย ๆ เกิดขึ้นตลอดทศวรรษ ผู้พิมพ์เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นปัจเจกที่ลงทุนเอง หรือไม่ก็รวมกันเป็นเอกชน  นัยยะสำคัญของทศวรรษนี้คือจุดเปลี่ยนที่ผู้พิมพ์ที่มีบทบาทสำคัญกลายเป็นผู้พิมพ์ที่ลงทุนพิมพ์เอง
 
           ข้อแตกต่างระหว่าง การพิมพ์ด้วยเงินอุดหนุน กับลงทุนพิมพ์ด้วยเงินตัวเอง ก็คือการที่ต้องทำตลาด และอยู่รอดในตลาดให้ได้  ประเภทแรกคนที่คุณต้องดีลก็คือคนให้เงินนะครับ คนจะอ่านไม่อ่านไม่สำคัญ อาจจะมีคนอ่านไม่กี่สิบคนก็ยังได้  ส่วนประเภทหลังคุณต้องดีลกับคนอ่าน และปัจจัยอื่น ๆ ในตลาด 
 
 
การตลาดของธุรกิจทางปัญญา 
 
 
           เมื่อพูดถึงคำว่า “ตลาด” เรากำลังหมายถึง ความต้องการซื้อสินค้าและความต้องการขายสินค้าที่มาพบกันและเกิดเป็นการติดต่อแลกเปลี่ยนหรือเป็นกิจกรรมทางการค้า
 
           ไม่ว่าการพิมพ์หนังสือนั้น ๆ จะนับได้ว่าเป็นธุรกิจหรือไม่ สามารถอยู่ได้ด้วยตลาดหรือไม่ ประเด็นสำคัญที่จำเป็นต้องเข้าใจสำหรับผู้พิมพ์ในธุรกิจทางปัญญานี้ก็คือ หนังสือไม่ใช่สินค้า
 
           [ไม่ได้หมายถึงการพิมพ์หนังสือ จำหน่ายหนังสือในตลาดไม่ใช่การค้านะครับ  ตรงนี้เดี๋ยวผมจะอธิบายเพิ่มตรงหัวข้อ commodification]
 
          การมองหนังสือเป็นสินค้าจะนำไปสู่ความเข้าใจผิด และความล้มเหลวของผู้ทำตลาดทางปัญญา หรือมิเช่นนั้นเขาก็จะไม่อยู่ในธุรกิจทางปัญญาอีกต่อไป
 
          การทำสื่อ (ธุรกิจอีกแขนงหนึ่ง) เช่น นิตยสาร (หรือหนังสือพิมพ์ หรือรายการโทรทัศน์) ตัวหนังสือ (หรือรายการ) ไม่ใช่สินค้า แต่สินค้าของนิตยสารคือ “ผู้อ่าน” ส่วนลูกค้าคือคนที่ซื้อโฆษณา  เมื่อคุณทำธุรกิจสื่อ ธุรกิจของคุณจะประสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อ คนที่ดูสื่อหรือเสพสื่อของคุณนั้น เป็นที่สนใจของตลาดโฆษณา  การคืนทุนของหนังสือพิมพ์บางส่วนอาจจะมาจากราคาขายที่จ่ายโดยคนอ่าน แต่จะไม่มีวันครอบคลุมรายจ่ายของการทำหนังสือพิมพ์ทั้งหมด ดังนั้นลูกค้าที่สำคัญอีกส่วนคือโฆษณา  และคุณจะได้ลูกค้าโฆษณานี้ก็ต่อเมื่อเขาสนใจที่จะ “ซื้อคนอ่าน” หนังสือพิมพ์ของคุณ
 
          นี่คือจุดที่ทำให้หนังสือไม่ใช่สื่อ
 
          หนังสือไม่ใช่ทั้งสินค้า และไม่ใช่ทั้งสื่อ หนังสือไม่มีบุคคลที่สามเข้ามาแชร์ต้นทุน แต่คุณก็ไม่สามารถที่จะพิจารณามูลค่าการตลาดของหนังสือได้จากวัสดุที่ใช้ คุณไม่สามารถที่จะ อยู่ ๆ ก็เอางานเขียนของตัวเอง หรือใครก็ได้ มาทำเป็นหนังสือแล้วจะขายได้ ไม่ว่าคุณจะพิมพ์ปกแข็ง ใช้กระดาษดีที่สุด หรือพิมพ์สี่สี แม้ว่าคุณจะใช้วัสดุดีที่สุด ตั้งราคาถูกที่สุด คุณก็อาจจะขายไม่ได้แม้แต่เล่มเดียว อาจจะมีคนสนใจเหมือนกัน แต่ไม่ใช่นักอ่าน เป็นคนขายของเก่า หนังสือไม่ได้อยู่ในหลักการเดียวกับสินค้าทั่วไป
 
 
Demand และ Supply ของปัญญา
 
 
          หนังสือบทกวีคือตัวอย่างของความสัมพันธ์ระหว่าง demand และ supply ที่หักล้างทฤษฎีการตลาดทั้งหมด  supply ของบทกวีมีแต่จะมากขึ้น ในขณะที่ demand มีแนวโน้มต่ำลงไปสู่การติดลบ หากว่ากันตามทฤษฎีแล้ว supply ก็ควรจะหายไปเมื่อไม่มี demand   แต่ supply ของบทกวีนอกจากไม่หายแล้ว ยังเพิ่มขึ้น นี่เป็นปรากฏการณ์ทั่วโลก บทกวีเป็นตัวอย่างของปรากฏการณ์สากลที่ชี้ให้เห็นถึงประเภทหนังสือที่ไม่สามารถที่จะไปกับระบบตลาดสมัยใหม่ได้อีกต่อไป
 
          ที่อเมริกามีคนเสนอว่า ต่อไปกวีควรจะต้องจ่าย 5 ดอลล่าเพื่อจ้างให้คนอ่านบทกวี นี่คิดแบบหลัก demand-supply เมื่อ demand น้อยจนติดลบ นอกจากนี้ยังมีคนเสนอให้จ้างจิตแพทย์ทำงานเต็มเวลาเพื่ออ่านงานของนักเขียน  สิ่งที่เกิดขึ้นจากระบบการศึกษาคือ มีแต่นักเขียน มีแต่คนอยากเขียน แต่ไม่มีคนอ่าน แม้แต่กวีก็ไม่อ่านบทกวี ถ้าไม่ถูกบังคับให้อ่านเพื่อที่จะได้ตีพิมพ์งานของตัวเอง
 
          ในยุคสมัยของความล้นเกินนี้ การอ่านกลายเป็นภาระ
 
          ไม่ต่ำกว่า 20 ปี ที่วงวรรณกรรมไทยตกอยู่ในวังวนของความรู้สึกผิดบาป ทั้ง ผู้เขียน ผู้พิมพ์ ต่างรู้สึกว่าการพิมพ์หนังสือเพื่อให้วรรณกรรมไทยอยู่รอดช่างเป็นภาระอันหนักอึ้ง แรก ๆ ก็โทษนักอ่าน เรียกร้องกับคนอ่าน นับสิบปีที่ผ่านมาผมเห็นคนอ่านซื้อหนังสือด้วยการอยากสนับสนุน จนกระทั่งด้วยความรู้สึกผิด!   ณ วันนี้กล่าวได้ว่า คนอ่านเองก็ถูกดึงเข้ามาอยู่ในวังวนของตราบาปอันนี้
 
          บทสนทนาของวรรณกรรมไทยไม่เคยไปพ้นจากตรงนี้ กว่าสามสิบปีที่เราคุยกันในหัวข้อทางรอดของวรรณกรรม ตั้งแต่โลกหนังสือ ช่อการะเกด ในทศวรรษ 2520 มาจนถึงวันนี้
 
          เมื่อเราพูดถึงหนังสือดีที่ทุกคนต้องอ่าน เรามักพูดกันโดยไม่คิด เชื่อว่ากรรมการคัดเลือกหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยต้องอ่าน ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ได้อ่านครบทั้งร้อยเล่ม บางคนอาจจะเคยอ่านไม่ถึงยี่สิบเล่มของรายชื่อ
 
          การเรียกร้องเกี่ยวกับการอ่านส่วนใหญ่ทั้งหมดที่ผ่านมาเป็นความเข้าใจที่ไม่ตรงประเด็น
 
          ตั้งแต่มนุษยชาติเขียนหนังสือเล่มแรก มาวันนี้ก็มีหนังสือมากกว่า 50 ล้านเรื่อง คนหนึ่งอ่านอาทิตย์ละ 4 เล่ม ต้องใช้เวลา 250,000 ปี เพื่อจะอ่านทั้ง 50 ล้าน โดยสมมติให้ ณ วันที่เริ่มอ่านหยุดผลิตหนังสือใหม่ทั้งหมด  หรือให้คิดว่าใน 50 ล้านเรื่อง มีหนังสือดีที่ควรอ่าน 1 ใน 1000 เราก็ต้องใช้เวลาถึง 250 ปี เพื่ออ่านหนังสือดีที่ควรอ่าน
 
          ทุกวันนี้มีหนังสือผลิตออกมามากจนเกินกว่าจะอ่านได้หมด และนับวันจะมากยิ่งขึ้น หากมองด้วยวิธีคิดว่าหนังสือดีทุกคนควรอ่าน นอกจากไม่สอดคล้องกับความจริงแล้ว ยังเป็นการมองที่ผิดเพี้ยนและไม่เข้าใจสถานการณ์ นักเขียนใหม่ในวันนี้ก็จะอยู่ยากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะจะมีงานขึ้นหิ้งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา นักเขียนวันนี้ต่อให้เขียนงานได้ดีเท่ากับนักเขียนคลาสสิก เช่น ตอลสตอย หรือดอสโตเยฟสกี้ งานของเขาก็อาจจะไม่ถูกอ่านเลย เพราะลำพังอ่านงานของนักเขียนที่ตายไปแล้วก็อาจจะไม่มีเวลาเหลือมาอ่านงานของนักเขียนที่ยังอยู่
 
          แนวคิดทำนอง หนังสือดีที่ทุกคนควรอ่าน หรือมีหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งเหมาะกับทุกคนจึงเป็นเรื่องที่เหลวไหล
 
 
Commodification
 
 
          นี่เป็นคำที่ผมยืมมาจากมาร์กซิสม เพื่อจะอธิบายความคิด
 
          จริง ๆ แล้วการบอกว่าหนังสือเล่มนี้ทุกคน “ต้อง” อ่านนี่เป็นวิธีคิดที่มองหนังสือเป็น object โดด ๆ ซึ่งมาจากกระบวนการทำหนังสือให้เป็นสินค้าโดยไม่คำนึงถึงมิติอื่น
 
          การบอกว่าหนังสือไม่ใช่สินค้า ไม่ได้หมายความว่า การค้าเป็นสิ่งไม่ดี หรือการซื้อขายหนังสือในตลาดเป็นความชั่วร้าย ทุนนิยมเลว ฯลฯ อะไรทำนองนี้นะครับ  พอพูดถึงประเด็นการเป็นสินค้า และการค้าในแวดวงคนทำหนังสือก็มักจะทุกทำให้ง่าย ให้แบน แล้วเอาเรื่องต่าง ๆ มาสับสนปนเปกันโดยจับประเด็นไม่ถูกอยู่เสมอ ผมเสนอให้ไม่มองหนังสือเป็นสินค้า เพราะมันจะนำไปสู่วิธีคิดที่จะ commodification หนังสือ ซึ่งจะมีผลเสีย
 
           การทำให้เป็นสินค้าในที่นี้หมายถึง การมุ่งขายหนังสือในฐานะวัตถุทางการค้า โดยยึดยอดขายเป็นศูนย์กลาง คือทำหนังสือให้เป็นเพียง commercial object เท่านั้น  การทำให้หนังสือเป็นวัตถุทางการค้าหรือเพื่อการขายนี้จะมุ่งโฟกัสไปที่ยอดขาย ทำให้เกิดการประเมินหนังสือในแง่มุมต่าง ๆ โดยมียอดขายเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ ซึ่งเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ ไม่ใช่เป็นแค่ความผิดพลาดสำหรับธุรกิจทางปัญญาเท่านั้น แม้แต่กับธุรกิจหนังสือที่ทำเพื่อการค้าก็ยังถือว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน  เพราะจุดโฟกัสที่แท้จริงของการทำธุรกิจหนังสือไมได้อยู่ที่ตรงนี้  มันไม่ได้มีหนังสือในฐานะของวัตถุที่เป็นศูนย์กลาง
 
           หนังสือไม่ใช่สินค้า เพราะสิ่งที่คนซื้อหนังสือต้องการนั้น ไม่ได้อยู่ในหนังสือทั้งหมด
 
           นอกจากว่าสาระสำคัญของหนังสือไม่ได้อยู่ที่หมึก กระดาษ หรือรูปเล่ม  แม้แต่เนื้อหาของหนังสือก็ยังไม่ใช่ทั้งหมดที่คนอ่านต้องการจริง ๆ  โดยเฉพาะกับหนังสือซีเรียส [ยกตัวอย่าง หนังสือ So Many Books ของซาอิด ก่อนที่ผมจะอ่านผมก็ไม่รู้ละเอียดจริง ๆ ว่าหนังสือเล่มนี้เขียนอะไร รู้แต่ว่าพูดเรื่องการพิมพ์ และเมื่ออ่านแล้วสิ่งที่ผมเอามาใช้จริง ๆ ก็อาจจะไม่กี่ย่อหน้า แต่สิ่งที่ผมได้จากการอ่าน หลายอย่างมาจากสิ่งที่ผมคิดถึงอยู่แล้ว และคิดได้เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ซาอิดไม่ได้เขียนไว้ หรือเรื่องรัก ทำไมนักอ่านรุ่นใหม่จึงไม่อ่านทมยันดีหรืองานเขียนรุ่นนั้น แต่ไปอ่านแจ่มใสแทน ทั้งที่ก็เป็นเรื่องรักเหมือนกัน บางทีพล็อตก็อาจจะเหมือนกันด้วย เพราะมันมีรายละเอียด มีอะไรบางอย่างที่แตกต่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่นำเขาไปสู่อะไรบางอย่าง ไปสู่สิ่งที่เป็นตันตนเป็นชีวิตทางวัฒนธรรมร่วมสมัยของเขา]
 
           สิ่งที่คนอ่านต้องการคือ ผลลัพธ์จากการอ่าน หรือประสบการณ์ที่ได้จากการอ่านเพื่อให้มันเป็นหนทาง เป็นประตู หรือเป็นพาหนะ ไปสู่อะไรบางอย่าง
 
 
บทสนทนา 
 
 
          ซาอิดกล่าวว่า วัฒนธรรมคือการสนทนา  ก่อนที่มนุษย์จะมีวัฒนธรรมการเขียนและอ่าน วัฒนธรรมของเราคือการสนทนา  ลองนึกย้อนกลับไปสมัยโสเครติสนะครับ  องค์ความรู้ของนักปราชญ์กรีกไม่ได้เกิดจากการเขียนและการอ่าน  แต่เกิดจากการสนทนาทั้งสิ้น  ถ้าของตะวันออกก็ลองนึกถึงสมัยพุทธกาล รูปแบบของการสอนก็จะเป็นปุจฉา-วิสัชนา  เป็นการถามตอบ  เป็นการคุยกัน  เมื่อตอนที่วัฒนธรรมหนังสือเกิดขึ้นใหม่ ๆ  พวกนักปราชญ์บอกว่ามันจะนำไปสู่หายนะทางปัญญา  เหมือนกับตอนนี้เลย  ที่มีอินเตอร์เน็ต ไซเบอร์เท็กซ์เกิดขึ้น  ก็จะมีคนพูดว่าจะนำไปสู่หายนะทางปัญญา
 
          แม้ว่าวัฒนธรรมความรู้จะเปลี่ยนจากบทสนทนามาสู่การเขียนอ่าน อย่างไรก็ตาม โดยความหมายทางวัฒนธรรมของการเขียนและอ่าน มันคือการสนทนา มันคือการตอบโต้ ปฏิสัมพันธ์กับรูปแบบความคิด จินตนาการ และสิ่งนามธรรมอื่น ๆ ผ่านภาษา
 
          ชุมชนการอ่านหนึ่ง ๆ ก็คือชุมชนที่เชื่อมต่อคนไว้ด้วยกันด้วยการสนทนาเกี่ยวกับตัวบท
 
          ดังนั้น หัวใจสำคัญของการพิมพ์หนังสือ ก็คือ การเสนอตัวบทเข้าสู่การสนทนา มันเหมือนกับการวางประโยคลงไปตรงกลางวงสนทนา และประโยคนั้นก็จะทำหน้าที่เชื่อมต่อผู้ที่อยู่ในวง และก่อให้เกิดประโยคถัดไป  นี่คือรูปการของกิจกรรมการเขียน การพิมพ์ การอ่าน หนังสือ
 
          ผู้พิมพ์ที่มีประสบการณ์ทุกคนรู้ความจริงข้อนี้ไม่มากก็น้อย  สังเกตว่าเวลาบรรณาธิการเขียนคำนำหรือคำโปรยให้กับหนังสือ เขาก็พยายามจะโยงไปยังเรื่องที่กำลังเป็นหัวข้ออยู่ในสังคม หรือตัวอย่างง่าย ๆ เช่น การทำหนังสือกระแสทั้งหลาย  สังเกตไหมว่าทำไมหนังสือพวกนี้จะต้องพยายามวิ่งตามอะไรก็ตามที่เป็น talk of the town   การทำหนังสือกระแสก็คือการพยายามเสนอหนังสือเข้าไปตอบสนองและร่วมอยู่ในบทสนทนาที่ใคร ๆ ก็คุยกันเรื่องนี้  แต่เราก็ได้เห็นผู้พิมพ์ที่ไม่ค่อยฉลาดแต่โลภมากเข้าใจผิดอยู่เสมอ พิมพ์หนังสือตามกระแสโดยที่ไม่ได้ศึกษาหรือรู้จักบทสนทนาอย่างเพียงพอ จำนวนมากจึงเจ๊ง เพราะไม่ตระหนักในการดำเนินไปของบทสนทนาจริง ๆ ว่าเป็นอย่างไรและไปในทิศทางไหน การพิมพ์หนังสือออกไปจึงเหมือนคนพูดอะไรที่ไม่น่าสนใจขึ้นในวงสนทนา
 
          เมื่อไม่นานมานี้ มีช่วงหนึ่งที่มีหนังสือนิตยสารวรรณกรรมถึง 5 – 6 หัว เห็นแล้วอาจจะนึกว่าวรรณกรรมไทยคึกคักมาก อาจจะมีคนคิดว่าวรรณกรรมไทยเติบโต หรือขายดีจึงมีนิตยสารวรรณกรรมหลายเล่ม  ความจริงแล้ว นิตยสารวรรณกรรมทั้งหมดขายไม่ได้ ส่วนใหญ่ขาดทุน อย่างดีที่สุดก็อาจจะแค่คืนทุน ไม่มีกำไร
 
          ทั้งที่ไม่มีกำไร ทำไมจึงยังแย่งกันทำหนังสือวรรณกรรมออกมา ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ความต้องการพิมพ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของการตลาด แต่เป็นเรื่องของการพยายามจะเปิดบทสนทนา บางครั้งเป็นความต้องการที่จะครอบครองบทสนทนา หรือเป็นศูนย์กลางของการสนทนา
 
          ในทศวรรษ 2530  การพิมพ์หนังสือวรรณกรรมมี “นักเขียน” เป็นศูนย์กลาง  สังเกตการนำเสนอหนังสือของสำนักพิมพ์ในยุคนี้ก็พยายามเน้นที่ตัวผู้เขียน ความเป็นปัจเจกของผู้เขียน  ชื่อหรือฟอร์มของสำนักพิมพ์ในยุคนี้ก็จะเป็นไปทำนองนี้ สามัญชน, ปัจเจกชน, ไรเตอร์ เป็นต้น  คือเน้น หรือแสดงความเป็นปัจเจก   วัฒนธรรมหนังสือที่ผ่านมาโดยทั่วไป ก็มี “ผู้เขียน” หรือ “ผู้แต่ง” เป็นศูนย์กลางของการสนทนา ของตะวันตกก็ดำเนินมาอย่างนี้ วัฒนธรรมหนังสือเล่มก็คือวัฒนธรรมการสนทนาของปัจเจกชน ที่มีผู้ประพันธ์เป็นศูนย์กลาง แต่สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
 
          วัฒนธรรมปัจจุบัน  เป็นบทสนทนาที่ไม่มีศูนย์กลางอีกต่อไป หรืออย่างน้อยก็ไม่มีศูนย์กลางเดียว และไม่มีอะไรที่จะคงความเป็นศูนย์กลางไว้ได้ในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อมีโลกอินเตอร์เน็ตเกิดขึ้น ลักษณะของตัวบทที่มีผู้เขียนเป็นศูนย์กลางก็ไม่มีอีกต่อไป และมีไม่ได้ด้วย  เพราะเท็กซ์ในโลกอินเตอร์เน็ตเป็นไฮเปอร์เท็กซ์  ซึ่งมีพลวัตรอยู่ตลอดเวลา และไม่ยึดติดกับผู้แต่ง ตัวบทมีการเชื่อมต่อกันได้ตลอด ลักษณะของบทสนทนาก็จะไม่ใช่บทสนทนาที่นักเขียนหรือผู้แต่งสามารถเป็นศูนย์กลางได้
 
          การพิมพ์หนังสือในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับความเป็นไปของบทสนทนาที่ไม่มีศูนย์กลาง เพื่อที่จะนำเสนอตัวบทเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนาได้อย่างแม่นยำ และถูกที่ถูกทาง
 
          หนังสือที่มีบทบาททางความคิด ความรู้สึกของคนก็คือหนังสือที่ช่วยสานต่อบทสนทนาระหว่างเขากับสังคม เชื่อมตัวตนของคน กับคนอื่น กับสังคม กับจินตนาการ องค์ความรู้ และนามธรรม ที่จะทำให้ตัวตนของเขาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทางวัฒนธรรมร่วมสมัย
 
          ศิลปะของการเป็นผู้พิมพ์จึงคือศิลปะของการทำความเข้าใจบทสนทนาทางปัญญาร่วมสมัยที่เกิดขึ้น และนำข้อความที่ถูกต้องวางลงไปตรงใจกลางวงสนทนา เพื่อให้ข้อความนั้นสามารถขับเคลื่อนการสนทนาต่อไป นี่คือชีวิตทางปัญญา ชีวิตทางศิลปวัฒนธรรมของการเขียนการอ่าน
 
(มีต่อ)
แนะนำเมื่อ 24ก.ค. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,546,839 ครั้ง